หมดยุคโลกาภิวัตน์ ประเทศไทย 2035 ต้องกล้าเปลี่ยนและยืนให้ถูกที่

Share on Line Share on Facebook Share on X
หมดยุคโลกาภิวัตน์ ประเทศไทย 2035 ต้องกล้าเปลี่ยนและยืนให้ถูกที่

เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา TNN ช่อง 16 ได้จัดงานเสวนาเนื่องในโอกาส TNN ช่อง 16 ก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 ซึ่ง TNN World ร่วมจัดเวทีเสวนาภายใต้ชื่อ “ประเทศไทย 2035 อ่านเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกในทศวรรษใหม่” ซึ่งหากเรามองย้อนกลับไปในอดีต ทั่วโลกต่างมุ่งหน้าสู่การเป็นโลกไร้พรมแดน ที่ทุกประเทศสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ ค้าขายกันได้อย่างเสรี ประชากรย้ายจากประเทศหนึ่งไปยังประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย หรือที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ หรือ Globalization ที่หมายถึงการที่ทุกประเทศทั่วโลกทลายกำแพงกั้นพรมแดน เพิ่มการเชื่อมต่อ จนเหมือนเป็นประเทศเดียวกัน 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมขึ้นเวทีเสวนา “ประเทศไทย 2035 อ่านเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกในทศวรรษใหม่” มองว่าตอนนี้ โลกยุคโลกาภิวัตน์นั้นได้จบลงไปแล้ว ดร.สันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้าน Future Economy สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มองว่าการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจจะรุนแรงขึ้น โลกจะปั่นป่วนมากขึ้น ยุคของการค้าโลกที่เปรียบเหมือนทางด่วนเส้นเดียวแล้วเชื่อมต่อกันได้ทุกที่นั้นหมดไปแล้ว ต่อไปจะเป็นเรื่องของการค้าระหว่างกลุ่ม ประเทศที่ต้องการพัฒนาต้องเอาตัวเองไปเชื่อมต่อกับเขาให้ได้ 

และเมื่อเจาะเข้าไปในการค้าของสหรัฐฯ และจีนซึ่งสำคัญมากต่อการค้าโลก ทั้งสองชาติมีแนวโน้มที่จะหันมาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองมากขึ้น ด้วยการชูนโยบาย America First หรือ China First ไทยเองก็ต้องเชื่อมต่อกับทั้งสองตลาด ทั้งในจีนและสหรัฐฯ โดยจะต้องมีแนวทางการปฏิบัติต่อทั้งสองตลาดที่แตกต่างกันด้วย ไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันได้กับทั้งสองประเทศ 

ขณะที่ตลาดอินเดียหรืออินโดนีเซีย จะกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่ ท็อป 5 ของโลกได้ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยก็ต้องสร้างสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้มากขึ้นไปอีก เพราะจะมีโอกาสใหม่ ๆ เข้ามาอีก 

เมื่อถามว่าโลกในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่จะไปในทิศทางไหน? ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร นักวิชาการด้านจีน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มชัดเจนมากว่าโลกจะยังคงแบ่งขั้วต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าชาติมหาอำนาจจะเป็นอย่างไร อย่างจีนและสหรัฐฯ ไม่ว่าจะยังคงมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ต่อหรือไม่ก็ตาม หรือใครจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป สหรัฐฯ ก็คงไม่หวนกลับไปสู่เส้นทางที่มุ่งหน้าสู่โลกาภิวัตน์ เหมือนในอดีต แต่จะหันมาสร้างกำแพงปกป้องตัวเองจากการคุกคามจากภายนอกมากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในปัจจุบันเป็นการแข่งขันเรื่องเทคโนโลยี และการช่วงชิงความเป็นผู้นำซึ่งจะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

และที่หนักไปกว่านั้นอาจไม่ใช่แค่ 10 ปี แต่อาจยาวนานถึง 30 ปีที่มหาอำนาจแข่งขันกัน ซึ่งทั่วโลกก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับความปั่นป่วนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

สรุปข่าว

ท่ามกลางความการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกใบนี้ รวมทั้งความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามที่เป็นรูปธรรม ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ทำให้ประเทศต่าง ๆ มีการแข่งขันกันมากขึ้น จนถึงขั้นที่อาจบอกได้ว่าหมดยุคโลกาภิวัตน์แล้ว จะมีแต่การแบ่งขั้วกันมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องเลือกยืนให้ถูกที่ ท่ามกลางสมรภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่เหมือนเดิม

เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา TNN ช่อง 16 ได้จัดงานเสวนาเนื่องในโอกาส TNN ช่อง 16 ก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 ซึ่ง TNN World ร่วมจัดเวทีเสวนาภายใต้ชื่อ “ประเทศไทย 2035 อ่านเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกในทศวรรษใหม่” ซึ่งหากเรามองย้อนกลับไปในอดีต ทั่วโลกต่างมุ่งหน้าสู่การเป็นโลกไร้พรมแดน ที่ทุกประเทศสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ ค้าขายกันได้อย่างเสรี ประชากรย้ายจากประเทศหนึ่งไปยังประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย หรือที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ หรือ Globalization ที่หมายถึงการที่ทุกประเทศทั่วโลกทลายกำแพงกั้นพรมแดน เพิ่มการเชื่อมต่อ จนเหมือนเป็นประเทศเดียวกัน 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมขึ้นเวทีเสวนา “ประเทศไทย 2035 อ่านเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกในทศวรรษใหม่” มองว่าตอนนี้ โลกยุคโลกาภิวัตน์นั้นได้จบลงไปแล้ว ดร.สันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้าน Future Economy สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มองว่าการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจจะรุนแรงขึ้น โลกจะปั่นป่วนมากขึ้น ยุคของการค้าโลกที่เปรียบเหมือนทางด่วนเส้นเดียวแล้วเชื่อมต่อกันได้ทุกที่นั้นหมดไปแล้ว ต่อไปจะเป็นเรื่องของการค้าระหว่างกลุ่ม ประเทศที่ต้องการพัฒนาต้องเอาตัวเองไปเชื่อมต่อกับเขาให้ได้ 

และเมื่อเจาะเข้าไปในการค้าของสหรัฐฯ และจีนซึ่งสำคัญมากต่อการค้าโลก ทั้งสองชาติมีแนวโน้มที่จะหันมาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองมากขึ้น ด้วยการชูนโยบาย America First หรือ China First ไทยเองก็ต้องเชื่อมต่อกับทั้งสองตลาด ทั้งในจีนและสหรัฐฯ โดยจะต้องมีแนวทางการปฏิบัติต่อทั้งสองตลาดที่แตกต่างกันด้วย ไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันได้กับทั้งสองประเทศ 

ขณะที่ตลาดอินเดียหรืออินโดนีเซีย จะกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่ ท็อป 5 ของโลกได้ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยก็ต้องสร้างสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้มากขึ้นไปอีก เพราะจะมีโอกาสใหม่ ๆ เข้ามาอีก 

เมื่อถามว่าโลกในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่จะไปในทิศทางไหน? ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร นักวิชาการด้านจีน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มชัดเจนมากว่าโลกจะยังคงแบ่งขั้วต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าชาติมหาอำนาจจะเป็นอย่างไร อย่างจีนและสหรัฐฯ ไม่ว่าจะยังคงมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ต่อหรือไม่ก็ตาม หรือใครจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป สหรัฐฯ ก็คงไม่หวนกลับไปสู่เส้นทางที่มุ่งหน้าสู่โลกาภิวัตน์ เหมือนในอดีต แต่จะหันมาสร้างกำแพงปกป้องตัวเองจากการคุกคามจากภายนอกมากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในปัจจุบันเป็นการแข่งขันเรื่องเทคโนโลยี และการช่วงชิงความเป็นผู้นำซึ่งจะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

และที่หนักไปกว่านั้นอาจไม่ใช่แค่ 10 ปี แต่อาจยาวนานถึง 30 ปีที่มหาอำนาจแข่งขันกัน ซึ่งทั่วโลกก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับความปั่นป่วนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ตอบคำถามถึงโลกาภิวัตน์ยุคใหม่ หรือโลกาภิวัตน์แบบย้อนกลับ นัยยะต่อเศรษฐกิจของไทย เกมภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ใช่แค่เรื่องของผู้นำอีกต่อไป แต่มันจะส่งผลกระทบถึงกระเป๋าของทุกคน รวมถึงธุรกิจในประเทศด้วย 

และเมื่อพูดถึงเทรนด์ปัจจุบันที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู่ยุครุ่งเรืองในอีก 10 ปีข้างหน้า ไทยควรจับธุรกิจไหน หรือเสริมความแข็งแกร่งเรื่องใด? 

คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA Corporation ได้แสดงความคิดเห็นว่า ยังคงเป็นเรื่องของเทคโนโลยี เพราะตอนนี้ความสามารถของ AI ฉลาดกว่าสมองมนุษย์แล้ว ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเกิดในปี 2045 เป็นปีที่เรื่องของสมองของคอมพิวเตอร์ฉลาดกว่าสมองของคนทั้งโลกรวมกัน และเรื่องของ AI กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก

อย่างไรก็ตาม คุณจรีพรเตือนคนไทยอย่ากลัว ถ้ากลัวจะมองไม่เห็นโอกาส ถ้ากลัวแล้วจะใจฝ่อ ต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ตามเทรนด์โลกให้ทัน แล้วเปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า พร้อมยังเสริมนักลงทุนว่า ต้องคิดก่อนว่าเวลาดึงการลงทุนเข้ามาว่าอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร จุดแข็งคืออะไร จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างไร จะเกิดการเชื่อมโยงได้เรื่อย ๆ หรือไม่ การทำธุรกิจต่าง ๆ ขึ้นมา ต้องปรับให้เข้ากับเมกะเทรนด์ ในอนาคต คนขององค์กรต้องพร้อมตั้งแต่ระดับบนลงล่าง

สุดท้ายแล้วทั้งคุณจรีพร จารุกรสกุล และดร.ฐิติมา ชูเชิด เห็นตรงกันว่าคนไทยต้องมีชุดความคิดว่าเราต้องรอด จึงจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ และไม่ควรชะล่าใจกับอะไรทั้งนั้น และยังมีความหวังกับประเทศไทยอยู่เสมอ บนพื้นฐานของความร่วมมือกันทุกฝ่าย ที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวหน้าขึ้นอยู่ตลอดเวลา 

ที่มาข้อมูล : TNN World

ที่มารูปภาพ : TNN World

sticky-bar-top