
โกโก้กว่า 60% ของโลกมาจากโกตดิวัวร์และกานาในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งในปี 2023 พื้นที่เหล่านี้เผชิญฝนตกหนักผิดปกติ ทำให้เกิดโรคเชื้อราในพืช การระบาดของเพลี้ย และยังถูกภัยแล้งรุนแรงซ้ำเติม การแก้ปัญหาจึงต้องโค่นต้นโกโก้ทิ้งแล้วปลูกใหม่เท่านั้น นอกจากนี้ต้นโกโก้ยังเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณฝน แต่ภาวะโลกร้อนทำให้พื้นที่เพาะปลูกเหล่านี้เผชิญภัยแล้งยาวนานขึ้น สลับกับฝนตกหนักผิดฤดูกาล ผลที่ตามมาคือผลผลิตโกโก้ลดลง ต้นโกโก้อ่อนแอต่อโรคและแมลงมากขึ้น เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ปริมาณโกโก้ในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ราคาช็อกโกแลตปรับตัวสูงขึ้น และในระยะยาวอาจกลายเป็นของหายาก
สรุปข่าว
โกโก้กว่า 60% ของโลกมาจากโกตดิวัวร์และกานาในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งในปี 2023 พื้นที่เหล่านี้เผชิญฝนตกหนักผิดปกติ ทำให้เกิดโรคเชื้อราในพืช การระบาดของเพลี้ย และยังถูกภัยแล้งรุนแรงซ้ำเติม การแก้ปัญหาจึงต้องโค่นต้นโกโก้ทิ้งแล้วปลูกใหม่เท่านั้น นอกจากนี้ต้นโกโก้ยังเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณฝน แต่ภาวะโลกร้อนทำให้พื้นที่เพาะปลูกเหล่านี้เผชิญภัยแล้งยาวนานขึ้น สลับกับฝนตกหนักผิดฤดูกาล ผลที่ตามมาคือผลผลิตโกโก้ลดลง ต้นโกโก้อ่อนแอต่อโรคและแมลงมากขึ้น เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ปริมาณโกโก้ในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ราคาช็อกโกแลตปรับตัวสูงขึ้น และในระยะยาวอาจกลายเป็นของหายาก
อีกหนึ่งผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เริ่มเห็นได้ชัดเจนคือ “ผลไม้มีขนาดเล็กลง” ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรงต่อเนื่อง อุณหภูมิที่สูงผิดปกติทำให้ต้นไม้เกิดภาวะเครียดจากความร้อน โดยปกติพืชใช้น้ำเพื่อสร้างอาหารและสังเคราะห์แสงและผลิดอกออกผล แต่เมื่อมีน้ำไม่เพียงพอในช่วงการเจริญเติบโตก็จะส่งผลให้ขนาดผลไม้เล็กลง เนื้อไม่แน่น บางครั้งสุกเร็วกว่าปกติ และรสชาติเปลี่ยนไป ซึ่งเกิดขึ้นกับผลไม้หลายชนิด ทั้งแอปเปิลมีขนาดเล็กลง ส้มและมะม่วงขนาดเล็กกว่าปกติ องุ่นมีผลเล็กลงและเปลือกหนามากกว่าเดิม ผลไม้บางชนิดอาจปลูกไม่ได้ในพื้นที่เดิมอีกต่อไป เกษตรกรจำเป็นต้องย้ายแหล่งปลูกใหม่หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน
งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ผลไม้ที่เติบโตภายใต้ความร้อนสูงส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการลดลงเมื่อเทียบกับผลไม้ที่ปลูกในสภาพอากาศปกติ ขณะเดียวกันเมื่อผลผลิตลดลงทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ กัดกันการเข้าถึงอาหารยากกว่าเดิม โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าผลผลิต
ผลกระทบจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป ผลผลิตและขนาดผลไม้ที่ลดลงไปจากเดิมเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนที่ไม่อาจมองข้ามได้ หากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหานี้อาจรุนแรงขึ้น และกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารในอนาคต
- โลกเข้าใกล้จุดวิกฤต ปี 2026 อาจร้อนเกิน 1.4 องศา ติดกันเป็นปีที่ 4 เร่งภัยพิบัติแรงกว่าเดิม
- ทะเลทรายขยายตัว บีบชาวเมืองย้ายถิ่นฐาน “เติร์กเมนิสถาน” ต่อสู้กับธรรมชาติเพื่ออนาคต
- โลกร้อนบีบ “ป่าแอมะซอน” เข้าสู่สภาวะร้อนจัด เสี่ยงแล้งนาน 150 วันต่อปี
- “อาร์กติก” ร้อนเร็วขึ้น 4 เท่า น้ำแข็งหดตัวเร็วกว่าที่คิด “โลกร้อน” กำลังนิยาม “ฤดูหนาว” ขึ้นใหม่
- โลกร้อนกระทบเด็กเล็ก ทำเด็กพัฒนาการช้า ไม่มีสมาธิ
ที่มาข้อมูล : The Guardian, BBC
ที่มารูปภาพ : Envato

