โลกร้อนจัด 3 ปีซ้อน เตรียมรับแรงกระแทก จาก “สภาพอากาศสุดขั้ว”

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อนจัด 3 ปีซ้อน เตรียมรับแรงกระแทก จาก “สภาพอากาศสุดขั้ว”

นักวิทยาศาสตร์สหภาพยุโรปเปิดเผยเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569 ว่า โลกเพิ่งผ่านพ้นปีที่มีอุณหภูมิสูงเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล และยังเป็นครั้งแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินระดับภาวะโลกร้อน 1.5 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา


ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ระบุว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึก โดยปี พ.ศ. 2568 มีอุณหภูมิต่ำกว่าปี พ.ศ. 2566 เพียงเล็กน้อยที่ 0.01 องศาเซลเซียส ขณะที่ปีที่ร้อนที่สุดเป็นสถิติใหม่คือปี พ.ศ. 2567 


รายงานยังชี้ว่า โลกได้เข้าสู่ช่วงเวลา 3 ปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นขีดจำกัดที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากถูกละเมิด จะก่อให้เกิดผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง และบางส่วนอาจไม่สามารถย้อนกลับได้


สรุปข่าว

นักวิทยาศาสตร์สหภาพยุโรประบุ โลกกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดภาวะโลกร้อน 1.5 องศาเซลเซียส หลังอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงเกินระดับดังกล่าวต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลานานที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล ท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและยากจะย้อนกลับ

นักวิทยาศาสตร์สหภาพยุโรปเปิดเผยเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569 ว่า โลกเพิ่งผ่านพ้นปีที่มีอุณหภูมิสูงเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล และยังเป็นครั้งแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินระดับภาวะโลกร้อน 1.5 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา


ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ระบุว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึก โดยปี พ.ศ. 2568 มีอุณหภูมิต่ำกว่าปี พ.ศ. 2566 เพียงเล็กน้อยที่ 0.01 องศาเซลเซียส ขณะที่ปีที่ร้อนที่สุดเป็นสถิติใหม่คือปี พ.ศ. 2567 


รายงานยังชี้ว่า โลกได้เข้าสู่ช่วงเวลา 3 ปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นขีดจำกัดที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากถูกละเมิด จะก่อให้เกิดผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง และบางส่วนอาจไม่สามารถย้อนกลับได้


ภายใต้ข้อตกลงปารีสเมื่อปี พ.ศ. 2558 ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ให้คำมั่นว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยวัดจากค่าเฉลี่ยระยะยาวเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม


“คาร์โล บวนเตมโป” ผู้อำนวยการโครงการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโคเปอร์นิคัส ระบุว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกที่ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิสูงเกินระดับ 1.5 องศาเซลเซียสติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนว่าโลกกำลัง “เข้าใกล้ขีดจำกัด 1.5 องศา” ตามนิยามของข้อตกลงปารีสมากขึ้นเรื่อย ๆ


นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า แม้การทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสในระยะยาวจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงและแพร่หลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนที่ร้อนจัดและยาวนานขึ้น พายุที่รุนแรงขึ้น รวมถึงน้ำท่วมที่เกิดบ่อยและหนักหน่วงกว่าเดิม


“บวนเตมโป” กล่าวว่า สิ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก คือ “การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” พร้อมชี้ว่า แม้สถานการณ์โลกร้อนจะเลวร้ายลง แต่คุณภาพอากาศในยุโรปกลับดีขึ้นอย่างมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา


อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศกำลังเผชิญแรงต้านทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น “การหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุด” ได้ประกาศถอนตัวออกจากองค์กรในสังกัดสหประชาชาติหลายแห่ง รวมถึงคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปเองก็เริ่มผ่อนคลายนโยบายสำคัญบางประการที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นผลจากแรงกดดันทางการเมือง


ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังคงมีฉันทามติร่วมกันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องจริง มีสาเหตุหลักมาจากกิจกรรมของมนุษย์ และกำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยต้นเหตุสำคัญคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งกักเก็บความร้อนเอาไว้ในชั้นบรรยากาศของโลก

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Getty Images

sticky-bar-top