เปิดบทลงโทษหนัก คนก่อ pm2.5

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิดบทลงโทษหนัก  คนก่อ pm2.5

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับ “กฎหมายลงโทษ” สำหรับพวกชอบเผา จนก่อให้เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5.

 

ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ “การเผา” ไม่ว่าจะเป็นการเผาขยะ เผาพื้นที่เกษตร หรือการเผาป่า ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแล้ว ยังเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ และมีบทลงโทษที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของพื้นที่และความร้ายแรงของการกระทำ

 

ในกรณีการเผาในพื้นที่เอกชนหรือพื้นที่สาธารณทั่วไปจนเกิดเหตุรำคาญ เช่น การเผาขยะมูลฝอยหรือการเผาสิ่งต่าง ๆ กลางแจ้ง พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 กำหนดให้ หากผู้กระทำฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ที่สั่งให้ระงับการเผา จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


สรุปข่าว

การเผาในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เอกชน พื้นที่สาธารณะ พื้นที่เกษตร หรือพื้นที่ป่า ล้วนเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ และเป็นสาเหตุสำคัญของ “ปัญหาฝุ่น PM2.5” บทลงโทษมีตั้งแต่โทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ไปจนถึงจำคุก 4–20 ปี และปรับสูงสุด 2,000,000 บาท พร้อมชดใช้ค่าเสียหายฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ กฎหมายสะท้อนชัดว่า “การเผา” ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นภัยต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับ “กฎหมายลงโทษ” สำหรับพวกชอบเผา จนก่อให้เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5.

 

ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ “การเผา” ไม่ว่าจะเป็นการเผาขยะ เผาพื้นที่เกษตร หรือการเผาป่า ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแล้ว ยังเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ และมีบทลงโทษที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของพื้นที่และความร้ายแรงของการกระทำ

 

ในกรณีการเผาในพื้นที่เอกชนหรือพื้นที่สาธารณทั่วไปจนเกิดเหตุรำคาญ เช่น การเผาขยะมูลฝอยหรือการเผาสิ่งต่าง ๆ กลางแจ้ง พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 กำหนดให้ หากผู้กระทำฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ที่สั่งให้ระงับการเผา จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ขณะเดียวกัน การเผาในพื้นที่ข้างทางหรือถนนก็ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งห้ามไม่ให้ผู้ใดเผาหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ ที่เป็นเหตุให้เกิดควันหรือสิ่งอื่นใดอาจทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่การจราจรในทางเดินรถ โดยครอบคลุมพื้นที่ห่างจากถนนไม่เกิน 500 เมตร ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

 

สำหรับการเผาป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ ถือเป็นความผิดร้ายแรงตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ถึง 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 ถึง 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ผู้กระทำผิดยังต้องชดใช้ค่าเสียหายเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในอัตราไร่ละ 120,000 บาท ซึ่งบทลงโทษดังกล่าวครอบคลุมถึงการครอบครองและทำลายป่าด้วย กฎหมายนี้บังคับใช้กับอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ

 

ในส่วนของการเผาป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท และหากเป็นการเผาป่าที่มีเนื้อที่เกินกว่า 25 ไร่ จะต้องระวางโทษหนักขึ้น คือ จำคุกตั้งแต่ 4 ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 ถึง 2,000,000 บาท


ขณะที่การเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น การเผาไร่อ้อย การเผาตอซังฟางข้าว หรือการเผาในที่โล่ง แม้จะเป็นพื้นที่ของตนเอง แต่ก็ยังอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย หากการเผานั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 มาตรา 220 ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

นอกจากนี้ หากการเผาดังกล่าวก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงหรือผู้ที่ต้องประสบกับเหตุนั้น ยังถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560) ซึ่งกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

บทลงโทษตามกฎหมายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การเผาไม่ใช่เพียงพฤติกรรมที่สร้างมลพิษทางอากาศ แต่เป็นการกระทำที่มีความผิดทางกฎหมาย และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อสุขภาพของประชาชน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึง

 

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Reuters

sticky-bar-top