
หลายคนอาจเคยสังเกตว่า ระหว่างการท่องเที่ยวในบางประเทศ ท้องฟ้าดูมีสีน้ำเงินเข้มกว่าวันที่ฟ้าใสในบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่นเมืองเคปทาวน์ในแอฟริกาใต้ หรือไบรอองซงในฝรั่งเศส ถึงกับยกให้ “ท้องฟ้าสีฟ้า” เป็นจุดขาย แต่คำถามคือ ท้องฟ้าบนโลกมีความต่างกันจริงหรือไม่ และที่ไหนกันแน่ที่ฟ้าสีฟ้าที่สุด?
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สีฟ้าของท้องฟ้าเกิดจากกระบวนการที่เรียกว่า “การกระเจิงของเรย์ลีห์” (Rayleigh scattering) ซึ่งทำให้แสงอาทิตย์สีขาวเมื่อผ่านชั้นบรรยากาศ ถูกกระเจิงในช่วงคลื่นสั้น โดยเฉพาะแสงสีน้ำเงิน สีฟ้าที่เราเห็นจึงเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของแสงอาทิตย์ที่กระจายตัวอยู่รอบตัวเรา
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทสำคัญ ความชื้น ฝุ่น ควัน และมลพิษ จะทำให้เกิด “การกระเจิงแบบมี” (Mie scattering) ซึ่งกระจายแสงในหลายช่วงคลื่น ส่งผลให้ท้องฟ้าดูขาวหรือขุ่นคล้ายน้ำนม มากกว่าจะเป็นสีน้ำเงินเข้ม นอกจากนี้ พื้นที่ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลจะมีชั้น
บรรยากาศเหนือศีรษะน้อยกว่า แสงจึงถูกกระเจิงลดลง ทำให้ท้องฟ้าดูเข้มและมีสีน้ำเงินชัดเจนยิ่งขึ้น
สรุปข่าว
หลายคนอาจเคยสังเกตว่า ระหว่างการท่องเที่ยวในบางประเทศ ท้องฟ้าดูมีสีน้ำเงินเข้มกว่าวันที่ฟ้าใสในบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่นเมืองเคปทาวน์ในแอฟริกาใต้ หรือไบรอองซงในฝรั่งเศส ถึงกับยกให้ “ท้องฟ้าสีฟ้า” เป็นจุดขาย แต่คำถามคือ ท้องฟ้าบนโลกมีความต่างกันจริงหรือไม่ และที่ไหนกันแน่ที่ฟ้าสีฟ้าที่สุด?
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สีฟ้าของท้องฟ้าเกิดจากกระบวนการที่เรียกว่า “การกระเจิงของเรย์ลีห์” (Rayleigh scattering) ซึ่งทำให้แสงอาทิตย์สีขาวเมื่อผ่านชั้นบรรยากาศ ถูกกระเจิงในช่วงคลื่นสั้น โดยเฉพาะแสงสีน้ำเงิน สีฟ้าที่เราเห็นจึงเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของแสงอาทิตย์ที่กระจายตัวอยู่รอบตัวเรา
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทสำคัญ ความชื้น ฝุ่น ควัน และมลพิษ จะทำให้เกิด “การกระเจิงแบบมี” (Mie scattering) ซึ่งกระจายแสงในหลายช่วงคลื่น ส่งผลให้ท้องฟ้าดูขาวหรือขุ่นคล้ายน้ำนม มากกว่าจะเป็นสีน้ำเงินเข้ม นอกจากนี้ พื้นที่ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลจะมีชั้น
บรรยากาศเหนือศีรษะน้อยกว่า แสงจึงถูกกระเจิงลดลง ทำให้ท้องฟ้าดูเข้มและมีสีน้ำเงินชัดเจนยิ่งขึ้น
งานศึกษาทางสเปกโทรสโกปีพบว่า สีของท้องฟ้ามีความแตกต่างกันจริงในแต่ละภูมิภาคของโลก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เคยมีการสำรวจเปรียบเทียบในระดับโลกอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากมองว่า ทวีปแอนตาร์กติกา น่าจะเป็นผู้ชนะในตำแหน่ง “ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มที่สุด” เนื่องจากมีองค์ประกอบครบถ้วน ทั้งความสูง ความแห้งแล้งอย่างยิ่ง และแทบปราศจากมลพิษ นักท่องเที่ยวและนักวิจัยที่เคยเดินทางไปมักกล่าวตรงกันว่า ท้องฟ้าที่นั่นมีสีน้ำเงินใสราวไพลิน
ส่วนพื้นที่ที่ถูกยกให้เป็นตัวเต็งอันดับรองลงมา ได้แก่ ทะเลทรายอาตากามาในชิลี และ ที่ราบสูงทิเบต ซึ่งต่างก็มีจุดเด่นด้านระดับความสูงและอากาศแห้งเช่นเดียวกัน
แม้คำตอบสุดท้ายอาจยังต้องรอการศึกษาที่ครอบคลุมมากกว่านี้ แต่สำหรับใครที่ใฝ่ฝันท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มที่สุดในโลก แอนตาร์กติกายังคงถูกมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของ “ฟ้าสีคราม” บนโลกใบนี้
- หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น! ท่ามกลางอาร์กติกที่กำลังละลาย
- สัญญาณอันตราย “เพนกวิน” แอนตาร์กติกาเร่งสร้างครอบครัวเร็วขึ้น เซ่นพิษโลกร้อน
- วิกฤตน้ำและดินเค็ม บีบ “อิรัก” เพาะอินทผลัมในห้องแล็ป
- ธารน้ำแข็งอเมริกาใต้หนาขึ้นสวนทาง “โลกร้อน” นักวิทย์ฯ กังวลการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
- โลกเข้าใกล้ “ร้อนสุดขั้ว” กระทบ 3.8 พันล้านคน หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 องศาฯ
ที่มาข้อมูล : Reuters
ที่มารูปภาพ : Getty Images/Christine CAILLIERE

