
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat ตั้งคำถามถึง การปลูกป่าเพื่อลดคาร์บอนหรือเพื่อการฟอกเขียว (Green Washing) โดยระบุว่า การใช้พืชในป่าเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในกระบวนการในการฟอกเขียวหรือ Green washing ของโครงการขนาดใหญ่ที่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงและปล่อย CO2 ออกมาในปริมาณมากโดยผ่านกลไกที่เรียกว่า Carbon Offsets หรือการชดเชยคาร์บอนที่ภาครัฐส่งเสริม มีประเด็นที่ต้องระวังที่สำคัญดังนี้
สรุปข่าว
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat ตั้งคำถามถึง การปลูกป่าเพื่อลดคาร์บอนหรือเพื่อการฟอกเขียว (Green Washing) โดยระบุว่า การใช้พืชในป่าเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในกระบวนการในการฟอกเขียวหรือ Green washing ของโครงการขนาดใหญ่ที่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงและปล่อย CO2 ออกมาในปริมาณมากโดยผ่านกลไกที่เรียกว่า Carbon Offsets หรือการชดเชยคาร์บอนที่ภาครัฐส่งเสริม มีประเด็นที่ต้องระวังที่สำคัญดังนี้
1.การกล่าวอ้างเกินจริง (Overstated Impact) หลายบริษัทเคลมว่าการปลูกป่าช่วยให้องค์กรเป็น "Net Zero" ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วต้นไม้ต้องใช้เวลานานหลายสิบปีกว่าจะดูดซับคาร์บอนได้เต็มที่แต่บริษัทกลับนำตัวเลขในอนาคตมาหักล้างการปล่อยก๊าซในปัจจุบันทันที
2.ความไม่ยั่งยืนของป่าที่ปูลูก (Permanence Issues)โดยโครงการปลูกป่ามีความเสี่ยงสูงจากไฟป่าโรคระบาด หรือการลักลอบตัดไม้ หากต้นไม้ตายคาร์บอนที่เคยเก็บไว้จะถูกปล่อยกลับสู่ชั้นบรรยากาศทำให้การชดเชยดังกล่าวนั้นสูญเปล่า
3.การขาดความหลากหลายทางชีวภาพ (Monoculture) การปลูกป่าแบบเชิงเดี่ยว เช่น ปลูกยูคาลิปตัสหรือสนสายพันธุ์เดียวเพื่อเน้นกักเก็บคาร์บอนอย่างรวดเร็ว มักทำลายระบบนิเวศท้องถิ่นและไม่ได้ช่วยสิ่งแวดล้อมจริงตามที่โฆษณา
4.ใช้เป็นประเด็นการเบี่ยงเบนความสนใจ (Distraction) บริษัทใช้การปลูกป่าเป็น "ใบเบิกทาง" เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจที่ปล่อยมลพิษสูงต่อไปได้ โดยไม่ยอมปรับปรุงกระบวนการผลิตหลักให้สะอาดขึ้นจริง ๆ
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การรักษาป่าเดิมที่มีอยู่สำคัญกว่าการปลูกใหม่เนื่องจากป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์มีประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนและรักษาระบบนิเวศสูงกว่าป่าปลูกใหม่หลายเท่า
- น้ำแข็งในทะเลอาร์กติก แตะระดับต่ำสุดในรอบ 48 ปี โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนด้านสภาพอากาศ
- โลกร้อนรุนแรง! คนจนเสี่ยงตายพุ่ง 10 เท่า ภายในปี 2050
- โลกร้อนกระทบ “ปากีสถาน” คาดฤดูหนาวจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
- โลกร้อนดันราคาอาหารแพง แต่คุณภาพและปริมาณลดลง เขย่าความมั่นคงปากท้องทั่วโลก
- คลื่นความร้อนถล่มสหรัฐฯ ดันอุณหภูมิสูงผิดปกติ สัญญาณเตือนโลกเดือดที่มองข้ามไม่ได้
ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat
ที่มารูปภาพ : Envato
