"ไวรัสตับอักเสบบี" ต้นเหตุ "มะเร็งตับ" รู้เท่าทัน ป้องกันได้

Share on Line Share on Facebook Share on X
"ไวรัสตับอักเสบบี" ต้นเหตุ "มะเร็งตับ" รู้เท่าทัน ป้องกันได้

รู้หรือไม่ ร้อยละ 90 ของคนที่เป็นมะเร็งตับ เคยมีมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน ในประเทศไทยประชากรที่เกิดก่อนปี 2535 ยังไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และควรเข้ารับวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม จึงสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ถึงร้อยละ 95

โรคไวรัสตับอักเสบบีคืออะไร ?

โรคไวรัสตับอักเสบบี เป็นการอักเสบของตับจากการติดเชื้อ HBV หรือไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus) โดยที่โรคไวรัสตับอักเสบบีสามารถแบ่งได้ 2 ชนิดคือ ไวรัสตับอักเสบบีเฉียบพลัน และไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง


1.ไวรัสตับอีกเสบบีเฉียบพลัน เป็นการติดเชื้อที่กินระยะเวลาไม่นานมักมีอาการของโรคที่ปรากฏอย่างชัดเจน และจะหายได้เองภายใน 6 เดือน แต่หากร่างกายไม่สามารถหายได้เองก็สามารถนำไปสู่การติดเชื้อในระยะยาวหรือไวรัสตับอักเสบเรื้อรังได้


2.ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง เป็นการติดเชื้อที่กินระยะเวลานานกว่า 6 เดือน ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลียอย่างต่อเนื่อง หรือไม่มีอาการเลย พบได้บ่อยในผู้ที่ติดเชื้อตั้งแต่เด็กหรือทารกแรกเกิด ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังสามารถนำไปสู่โรคตับชนิดอื่น ๆ ได้ เช่นโรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับ


อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบีเฉียบพลันมีความรุนแรงตั้งแต่เล็กน้อยถึงมาก อาการจะปรากฏประมาณ 1 ถึง 4 เดือน หลังจากได้รับเชื้อ ซึ่งโรคไวรัสตับอักเสบบีเฉียบพลันมีอาการดังนี้

-มีไข้

-เบื่ออาหาร

-คลื่นไส้อาเจียน

-ปวดท้อง

-เหนื่อยหอบ

-ปวดข้อ

-ปัสสาวะสีเข้ม

-ผิวเหลืองและตาขาวมีสีเหลืองหรือดีซ่าน

สรุปข่าว

ผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ควรเข้ารับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เพราะก่อนหน้านั้นยังไม่มีการฉีดวัคซีนในเด็กแรกเกิดอย่างทั่วถึง โดยต้องฉึดให้ครบ 3 เข็ม จึงสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ถึงร้อยละ 95

รู้หรือไม่ ร้อยละ 90 ของคนที่เป็นมะเร็งตับ เคยมีมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน ในประเทศไทยประชากรที่เกิดก่อนปี 2535 ยังไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และควรเข้ารับวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม จึงสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ถึงร้อยละ 95

โรคไวรัสตับอักเสบบีคืออะไร ?

โรคไวรัสตับอักเสบบี เป็นการอักเสบของตับจากการติดเชื้อ HBV หรือไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus) โดยที่โรคไวรัสตับอักเสบบีสามารถแบ่งได้ 2 ชนิดคือ ไวรัสตับอักเสบบีเฉียบพลัน และไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง


1.ไวรัสตับอีกเสบบีเฉียบพลัน เป็นการติดเชื้อที่กินระยะเวลาไม่นานมักมีอาการของโรคที่ปรากฏอย่างชัดเจน และจะหายได้เองภายใน 6 เดือน แต่หากร่างกายไม่สามารถหายได้เองก็สามารถนำไปสู่การติดเชื้อในระยะยาวหรือไวรัสตับอักเสบเรื้อรังได้


2.ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง เป็นการติดเชื้อที่กินระยะเวลานานกว่า 6 เดือน ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลียอย่างต่อเนื่อง หรือไม่มีอาการเลย พบได้บ่อยในผู้ที่ติดเชื้อตั้งแต่เด็กหรือทารกแรกเกิด ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังสามารถนำไปสู่โรคตับชนิดอื่น ๆ ได้ เช่นโรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับ


อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบีเฉียบพลันมีความรุนแรงตั้งแต่เล็กน้อยถึงมาก อาการจะปรากฏประมาณ 1 ถึง 4 เดือน หลังจากได้รับเชื้อ ซึ่งโรคไวรัสตับอักเสบบีเฉียบพลันมีอาการดังนี้

-มีไข้

-เบื่ออาหาร

-คลื่นไส้อาเจียน

-ปวดท้อง

-เหนื่อยหอบ

-ปวดข้อ

-ปัสสาวะสีเข้ม

-ผิวเหลืองและตาขาวมีสีเหลืองหรือดีซ่าน

หากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะมีอาการอย่างไร

 หากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะเข้าไปฟักตัวในร่ายกายเราประมาณ 2-3 เดือน แล้วจึงเริ่มมีอาการอ่อนเพลียคล้ายเป็นหวัด คลื่นไส้ อาเจียน จุกแน่นใต้ชายโครงขวาจากตับโต ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นในเวลา 2-3 สัปดาห์ และร่างกายจะค่อย ๆ กำจัดไวรัสตับอักเสบบีออกไปพร้อม ๆ กับการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีซ้ำอีก 

ผู้ป่วยร้อยละ 5-10 อาจโชคไม่ดี ไม่สามารกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง โดยเฉพาะหากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผู้ป่วยบางรายจะมีอักเสบของตับร่วมด้วย ซึ่งหากมีการอักเสบตลอดเวลาจะทำให้มีการตายของเซลล์ตับ เกิดมีพังผืดเพิ่มมากขึ้นจนเป็นตับแข็งในที่สุด ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งกลายเป็นมะเร็งตับซ้ำเติม


โรคไวรัสตับอีกเสบบี ป้องกันได้หรือไม่ ?

การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีที่ดีที่สุด คือการได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งสามารถฉีดได้ตั้งแต่แรกเกิด หากยังไม่ได้รับวัคซีนสามารถป้องกันได้ด้วยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ งดใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แปรงสีฟันหรือมีดโกน

ผู้ที่ “ควร” เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี


-ผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคไวรัสตับอักเสบ บี

-เด็กแรกเกิดในประเทศไทยทุกคน รวมถึงเด็กที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนนี้มาก่อน

-ผู้ใหญ่ที่เสี่ยงต่อการสัมผัสโรค เช่น คู่สมรสของผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี 

-ผู้ที่ต้องได้รับเลือดบ่อยๆ ผู้ป่วยฟอกไต บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ใช้ยาเสพติด ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไตเรื้อรัง

-นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าไปยังประเทศที่เป็นแหล่งระบาด หรือมีความชุกของโรคสูง

-ในเด็กโตที่อายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ ควรตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีนนี้ เพื่อดูว่ามีภูมิคุ้มกันอยู่ก่อนการฉีดวัคซีนหรือไม่ เนื่องจากบางรายอาจเคยติดเชื้อ และมีภูมิคุ้มกันโรคตามธรรมชาติอยู่แล้ว

- ผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 เพราะก่อนหน้านั้นยังไม่มีการฉีดวัคซีนในเด็กแรกเกิดอย่างทั่วถึง โดยต้องฉึดให้ครบ 3 เข็ม จึงสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ถึงร้อยละ 95

sticky-bar-top