
ให้เลือกระหว่างน้ำมันหมู กับ น้ำมันพืช เรามักจะเลือกอย่างหลังซะส่วนใหญ่ และต่างก็เชื่อกันว่าน้ำมันหมูนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ แต่งานวิจัยจากประเทศจีนชิ้นล่าสุด ชี้ให้เห็นประโยชน์ที่ต่างออกไปของน้ำมันหมู โดยพบว่า สามารถช่วยลดอาการอักเสบที่เกิดจากไขมันสะสมในร่างกายได้ หากรู้จักปริมาณการทานที่เหมาะสม
งานวิจัยด้านโภชนาการชิ้นใหม่กำลังท้าทายความเชื่อเดิมที่มองว่าไขมันจากสัตว์เป็นภัยต่อสุขภาพเสมอ โดยเฉพาะ “น้ำมันหมู” ซึ่งมักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง ผลการศึกษาพบว่า หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม น้ำมันหมูอาจช่วยลดการสะสมของไขมันและการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเมตาบอลิซึมหลายชนิด
สรุปข่าว
ให้เลือกระหว่างน้ำมันหมู กับ น้ำมันพืช เรามักจะเลือกอย่างหลังซะส่วนใหญ่ และต่างก็เชื่อกันว่าน้ำมันหมูนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ แต่งานวิจัยจากประเทศจีนชิ้นล่าสุด ชี้ให้เห็นประโยชน์ที่ต่างออกไปของน้ำมันหมู โดยพบว่า สามารถช่วยลดอาการอักเสบที่เกิดจากไขมันสะสมในร่างกายได้ หากรู้จักปริมาณการทานที่เหมาะสม
งานวิจัยด้านโภชนาการชิ้นใหม่กำลังท้าทายความเชื่อเดิมที่มองว่าไขมันจากสัตว์เป็นภัยต่อสุขภาพเสมอ โดยเฉพาะ “น้ำมันหมู” ซึ่งมักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง ผลการศึกษาพบว่า หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม น้ำมันหมูอาจช่วยลดการสะสมของไขมันและการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเมตาบอลิซึมหลายชนิด
งานวิจัยนี้ดำเนินการโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านเนื้อหมูและสุขภาพมนุษย์ จากมหาวิทยาลัย Hunan Agricultural ประเทศจีน และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร npj Food Science นักวิจัยมุ่งศึกษาผลของการบริโภคไขมันในระดับปานกลาง แทนการใช้อาหารไขมันสูงแบบที่พบในงานวิจัยก่อนหน้า
ทีมวิจัยเปรียบเทียบไขมัน 3 ชนิด ได้แก่ น้ำมันหมู น้ำมันเมล็ดชา และน้ำมันถั่วลิสง โดยทดลองในหนูที่ได้รับพลังงานจากไขมันราว 25% ของพลังงานทั้งหมด ซึ่งใกล้เคียงกับรูปแบบการกินเพื่อสุขภาพของมนุษย์ เพื่อดูผลต่อการสะสมไขมันและภาวะการอักเสบในร่างกาย
ผลการทดลองพบว่า หนูที่ได้รับน้ำมันหมูในระดับปานกลางมีการสะสมไขมันในร่างกายน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับน้ำมันจากพืชอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับน้ำมันเมล็ดชา การสะสมไขมันลดลงเกือบ 30% พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดการอักเสบในทิศทางที่ดีขึ้น
ระดับสารก่อการอักเสบ เช่น IL-6 ลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่สารต้านการอักเสบอย่าง IL-10 และเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ช่วยลดการอักเสบในเนื้อเยื่อไขมันกลับเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าการใช้น้ำมันหมูอย่างเหมาะสมอาจช่วยควบคุมทั้งไขมันและการอักเสบเรื้อรังไปพร้อมกัน
ในระดับกลไก นักวิจัยพบว่า การบริโภคน้ำมันหมูช่วยเพิ่มระดับกรดน้ำดีบางชนิดในเลือด ได้แก่ กรดทอโรโคลิก (TCA) และกรดทอโรโซดีออกซีโชลิก (TUDCA) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญระหว่างอาหารกับกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย
กรดน้ำดีเหล่านี้มีบทบาทในการกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องกับการสลายไขมันเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน พร้อมทั้งช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในเนื้อเยื่อไขมัน ส่งผลให้การสะสมไขมันและการอักเสบเรื้อรังลดลง
การทดลองในระดับเซลล์ยังยืนยันว่า TCA และ TUDCA สามารถลดการสะสมไขมันในเซลล์ไขมันได้โดยตรง และส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงของมาโครฟาจไปเป็นชนิด M2 ซึ่งมีคุณสมบัติลดการอักเสบ และช่วยรักษาสมดุลของเนื้อเยื่อไขมัน
นักวิจัยแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรใช้น้ำมันประกอบอาหารรวมวันละประมาณ 25–30 กรัม และสามารถเป็นน้ำมันหมูได้ราวครึ่งหนึ่งของปริมาณทั้งหมด โดยควรใช้น้ำมันหมูผสมกับน้ำมันพืชอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้สัดส่วนกรดไขมันที่สมดุล
นอกจากนี้ น้ำมันหมูยังให้รสชาติอาหารที่ดี ทำให้สามารถลดปริมาณการใช้น้ำมันโดยรวมลงได้ ขณะเดียวกันควรจำกัดการใช้น้ำมันพืชบางชนิดที่มีกรดโอเลอิกสูง และควบคุมพลังงานจากไขมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
สรุปแล้ว ผลของไขมันต่อสุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณและความสมดุลของการบริโภค น้ำมันหมูจึงอาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องตัดออกจากอาหาร หากใช้อย่างพอดีและอยู่ในกรอบโภชนาการที่เหมาะสม
ที่มาข้อมูล : nature.com/npj Food Science
ที่มารูปภาพ : CANVA

