
เกิดเหตุการณ์ระทึกที่สนามบินเอลลิงตัน เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส เมื่อช่วงบายของวันอังคารที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา เมื่อเครื่องบินงานวิจัยขององค์การนาซา รุ่น ดัลเบิลบียู-57เอฟ แคนเบอร์รา (WB-57F Canberra) ประสบปัญหาระบบฐานล้อขัดข้อง ไม่สามารถกางออกได้ตามปกติระหว่างขั้นตอนการลงจอด นักบินจึงตัดสินใจนำอากาศยานลงจอดฉุกเฉินด้วยวิธีการลงจอดแบบเก็บล้อ โดยให้ส่วนท้องลำตัวสัมผัสกับพื้นรันเวย์โดยตรง ภายใต้การเตรียมพร้อมของหน่วยกู้ภัยและทีมฉุกเฉินภาคพื้นอย่างเต็มรูปแบบ
สรุปข่าว
เกิดเหตุการณ์ระทึกที่สนามบินเอลลิงตัน เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส เมื่อช่วงบายของวันอังคารที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา เมื่อเครื่องบินงานวิจัยขององค์การนาซา รุ่น ดัลเบิลบียู-57เอฟ แคนเบอร์รา (WB-57F Canberra) ประสบปัญหาระบบฐานล้อขัดข้อง ไม่สามารถกางออกได้ตามปกติระหว่างขั้นตอนการลงจอด นักบินจึงตัดสินใจนำอากาศยานลงจอดฉุกเฉินด้วยวิธีการลงจอดแบบเก็บล้อ โดยให้ส่วนท้องลำตัวสัมผัสกับพื้นรันเวย์โดยตรง ภายใต้การเตรียมพร้อมของหน่วยกู้ภัยและทีมฉุกเฉินภาคพื้นอย่างเต็มรูปแบบ
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวองค์การนาซาระบุว่า นักบินทั้งสองคนปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เขณะที่ตัวเครื่องบินได้รับความเสี่ยหายอย่างหนัก โดยเฉพาะบริเวณส่วนท้องลำตัว ปีก และอุปกรณ์วิจัยเฉพาะทางที่ติดตั้งอยู่ใต้ลำเครื่อง ซึ่งเป็นเซนเซอร์และกล้องความละเอียดสูงที่มีมูลค่าสูง เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ต้องปิดรันเวย์ชั่วคราวเพื่อเคลื่อนย้ายอากาศยานออกจากพื้นที่ และกระบวนการตรวจความเสียหายเชิงโครงสร้างลอย่างละเอียด
เครื่องบิน ดับเบิลยูบี-57เอฟ แคนเบอร์รา ถือเป็นอากาศยานวิจัยระดับสูงที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อภารกิจขององค์การนาซา โดยสามารถบินที่ระดับความสูงมากกว่า 60,000 ฟุต สูงกว่าเครื่องบินพาณิชย์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำหน้าที่เป็นห้องปฏิบัติการลอยฟ้า สำหรับติดตั้งกล้องถ่ายภาพความละเอียดสูง ระบบอินฟราเรด และเครื่องมือศึกษาชั้นบรรยากาศ ใช้ในการติดตามการปล่อยจรวด ภารกิจอวกาศ รวมถึงการสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ เช่น สุริยุปราคา
องค์การนาซาระบุว่า ปัจจุบันมีเครื่องบิน WB-57F เหลือประจำการอยู่เพียง 3 ลำเท่านั้น ภายใต้การดูแลของศูนย์อวกาศจอห์นสัน และยังไม่มีอากาศยานรุ่นอื่นที่สามารถทดแทนขีดความสามารถได้โดยตรง ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงวิทยาศาสตร์และการบิน เนื่องจากอาจส่งผลต่อแผนการวิจัยระดับสูงในช่วงถัดไป
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการบินประเมินว่า ค่าซ่อมแซมความเสียหายของอากาศยานเฉพาะทางลำนี้อาจสูงถึงหลัก 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 350 ล้านบาทขึ้นไป โดยขึ้นอยู่กับระดับความเสียหายของโครงสร้างหลักและระบบเซนเซอร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนที่สูงมากของเทคโนโลยีการวิจัยขั้นสูง และความท้าทายในการดูแลอากาศยานที่มีอายุการใช้งานยาวนาน แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อภารกิจอวกาศของสหรัฐอเมริกา
เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำว่าเทคโนโลยีการบินและอวกาศต้องการความมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ความขัดข้องทางเทคนิคใด ๆ เพียงจุดเดียว ก็สามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งงบประมาณและแผนงานวิจัยระดับประเทศได้
- กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล เผยภาพกลุ่มเมฆ Lupus 3 รูปทรงคล้ายวิญญาณ
- NASA ชวนคนทั่วโลก "ส่งชื่อไปดวงจันทร์” กับภารกิจ “Arthemis 2” ภายใน 21 ม.ค. นี้
- สหรัฐฯ เดินหน้าแผนตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี 2030
- NASA เตรียมเคลื่อนย้ายจรวด Artemis 2 สู่ฐานปล่อย 17 ม.ค. นี้
- สภาพอวกาศที่เป็นใจ มีความสำคัญอย่างไรต่อการขนส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ

