
ตลาดหุ้นไทยต.ค.ปิดที่ 1,309 จุด ปรับตัวขึ้น 2.7% จาก 1,274 จุด ณ สิ้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา โดยปัจจัยหนุนมาจาก
- รายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย อิง งบ 3Q25 ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กำไรออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดเกือบทุกบริษัท และเห็นสัญญาณบวกจาก Asset Quality ดี เป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มธนาคารปรับขึ้นยกแผง และทำให้เกิดคาดการณ์ว่าจะเห็นกลุ่ม Real Sector อื่น ๆ ที่จะทยอยประกาศงบจะออกมาดีเช่นกัน
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งจะเป็น Upside หนุน GDP 4Q25 ทั้ง มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายใน “เที่ยวดีมีคืน” และ ครม. อนุมัติงบกลาง ฉุกเฉิน 6,169 ล้านบาท การจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม ครัวเรือนละ 9,000 บาท
- สหรัฐฯ - จีนสามารถตกลงกันได้ ส่งผลให้ประเด็นการค้าโลกคลี่คลาย ลด Downside การปรับลดการค้าในช่วงปลายปีนี้และปี 69
- กลุ่มชิ้นส่วนหนุน SET Index ขึ้นหลัก ๆ มาจากหุ้น DELTA ฟื้นตัวตามหุ้นเทคฯ สหรัฐฯรายงานกำไรเด่น ทำให้มีแรงเก็งกำไรก่อนรายงานงบ 4Q25 จะประกาศ ซึ่งไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง โดยกำไร DELTA ออกมาดีกว่าคาดมากผสานกับให้ Outllok งวด 4Q25 โดดเด่นต่อเนื่อง
- กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขส่งออก ก.ย. ขยายตัว 19% จากตลาดคาดอยู่ที่ 7-7.2% ทำให้ตลาดประเมินทิศทางเศรษฐกิจยังดี ประเมิน GDP Growth ไตรมาส 3/68 ที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะรายงานมีโอกาสดีกว่าที่คาด หนุนโอกาสลดดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.น้อยลง
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทย เดือน พ.ย. จะไปต่อมากน้อยแค่ไหน มีปัจจัยบวกลบอะไรที่ต้องติดตามบ้าง และหุ้นตัวไหนมีอนาคตที่สดใส แนวโน้มผลประกอบการดี และน่าลงทุนเข้าซื้อเติมพอร์ต ในวันนี้ TNN Online พาไปไขคำตอบจากกูรูตลาดทุนกันค่ะ
เริ่มจาก “ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์" AISA, CFTe ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี ฉายภาพว่า ตลาดหุ้นไทย เดือน พ.ย. คาดแกว่งไซด์เวย์-ไซด์เวย์อัพ ประเมินแนวต้านแรกที่ 1,324 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,337 จุด แนวรับแรกที่ 1,299 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,287 จุด โดยมีปัจจัยหนุนมาจากภายนอก คือ สภาพคล่องส่วนเกิน หลังจากประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)ปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาได้ ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่กรอบ 3.75%-4.0% ผสานการยุติมาตรการ QT(สำหรับพันธบัตรและหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนอง (MBS) ที่ครบอายุจากเดิมที่เฟด จะปล่อยให้หมดอายุ และจะนำเงินก้อนใหม่มาต่ออายุ)
ด้วยภาพเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากภาคแรงงานมีสัญญาณชะลอประเมินความคาดหวัง Fed จะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องรอบประชุม ธ.ค. นี้ และปี 69 จะถ่วง Dollar Index หนุนสภาพคล่องโดยรวม และเม็ดเงินมีโอกาสไหลมายังสินทรัพย์ฝั่ง Assets ที่ยังอยู่ในโซน Value อิง Forward Equity Risk Premium ไทย, ฮ่องกง และจีนสูงเป็นอันดับ 1-3 ของโลก 6.84%, 5.94% และ 4.53% ตามลำดับ
ทั้งนี้ทำให้มีโอกาสเม็ดเงินจะสลับเข้ามาตลาดหุ้นไทยและมีแนวโน้มเร่งขึ้นในช่วงปลายปี หลังจากมีสัญญาณบวก คือกระแสการปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP Growth ไทยปีนี้ ต่อเนื่อง โดย คลังคาดการณ์จีดีพีโต 2.4% ผสานกับ Market EPS ปี 68 มองทรงตัวหรือมีโอกาสปรับขึ้นเล็กน้อย ล่าสุดอยู่ที่ 88.8 บาทต่อหุ้น หลังจากกลุ่มธนาคารรายงานงบเกือบทั้งหมดเด่นและดีกว่าคาด แรงขับเคลื่อนคุณภาพสินทรัพย์ที่ออกมาในทางบวก สะท้อนภาพเศรษฐกิจและกำไร บจ. ที่กำลังผ่านจุดต่ำสุด
ทั้งนี้คาดว่ากลุ่มอื่น ๆที่ จะทยอยประกาศมีโอกาสทรงตัว หรือดีในทางเดียวกัน อาทิ กลุ่มพลังงานที่จะมีแรงส่งการบันทึก Stock Loss ลดลงของกลุ่มโรงกลั่น ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลงต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า ผสาน กลุ่มสื่อสารที่ยังอยู่ในช่วง Upycle ประเมินกรอบกำไร 3Q25-4Q25 ที่จะต้องสูงใกล้ค่าเฉลี่ย 2.4-2.5 แสนล้านบาทต่อไตรมาส เพื่อให้กำไรตลาดทั้งปีสอดคล้อง KSS คาดที่ 87 บาท มีความเป็นไปได้ บ่งชี้ภาพ SET ยังอยู่ในโซน Value ทำให้คาดการณ์ว่า กลุ่มรายงานกำไรเด่นจะสลับขึ้นหนุนตลาด
รวมถึงกลุ่มที่จะมีโมเมนตัมต่อจากแรงส่งนโยบายรัฐฯ อาทิ การแก้หนี้ครัวเรือน นโยบายพลังงานหนุน Data Center ฝั่ง Infra Tech พร้อมรับโอกาส AI CAPEX cycle ระลอกใหม่ของโลก นอกจากนี้ แรงส่งตลาดจะเร่งขึ้น หากนโยบายตลาดทุนมีความชัดเจนในส่วนที่ช่วยให้เม็ดเงินลงทุนระยะยาวภายในใหม่เข้ามาเพิ่มเติม เช่น โครงการออมหุ้นลดหย่อนภาษี (TISA) ที่เพิ่มจากกองทุนลดหย่อนที่มีในปัจจุบัน เป็นต้น
นาทีทองช้อนหุ้นไทย! https://www.tnnthailand.com/tnnexclusive/209138/
สรุปข่าว
ตลาดหุ้นไทยต.ค.ปิดที่ 1,309 จุด ปรับตัวขึ้น 2.7% จาก 1,274 จุด ณ สิ้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา โดยปัจจัยหนุนมาจาก
- รายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย อิง งบ 3Q25 ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กำไรออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดเกือบทุกบริษัท และเห็นสัญญาณบวกจาก Asset Quality ดี เป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มธนาคารปรับขึ้นยกแผง และทำให้เกิดคาดการณ์ว่าจะเห็นกลุ่ม Real Sector อื่น ๆ ที่จะทยอยประกาศงบจะออกมาดีเช่นกัน
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งจะเป็น Upside หนุน GDP 4Q25 ทั้ง มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายใน “เที่ยวดีมีคืน” และ ครม. อนุมัติงบกลาง ฉุกเฉิน 6,169 ล้านบาท การจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม ครัวเรือนละ 9,000 บาท
- สหรัฐฯ - จีนสามารถตกลงกันได้ ส่งผลให้ประเด็นการค้าโลกคลี่คลาย ลด Downside การปรับลดการค้าในช่วงปลายปีนี้และปี 69
- กลุ่มชิ้นส่วนหนุน SET Index ขึ้นหลัก ๆ มาจากหุ้น DELTA ฟื้นตัวตามหุ้นเทคฯ สหรัฐฯรายงานกำไรเด่น ทำให้มีแรงเก็งกำไรก่อนรายงานงบ 4Q25 จะประกาศ ซึ่งไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง โดยกำไร DELTA ออกมาดีกว่าคาดมากผสานกับให้ Outllok งวด 4Q25 โดดเด่นต่อเนื่อง
- กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขส่งออก ก.ย. ขยายตัว 19% จากตลาดคาดอยู่ที่ 7-7.2% ทำให้ตลาดประเมินทิศทางเศรษฐกิจยังดี ประเมิน GDP Growth ไตรมาส 3/68 ที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะรายงานมีโอกาสดีกว่าที่คาด หนุนโอกาสลดดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.น้อยลง
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทย เดือน พ.ย. จะไปต่อมากน้อยแค่ไหน มีปัจจัยบวกลบอะไรที่ต้องติดตามบ้าง และหุ้นตัวไหนมีอนาคตที่สดใส แนวโน้มผลประกอบการดี และน่าลงทุนเข้าซื้อเติมพอร์ต ในวันนี้ TNN Online พาไปไขคำตอบจากกูรูตลาดทุนกันค่ะ
เริ่มจาก “ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์" AISA, CFTe ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี ฉายภาพว่า ตลาดหุ้นไทย เดือน พ.ย. คาดแกว่งไซด์เวย์-ไซด์เวย์อัพ ประเมินแนวต้านแรกที่ 1,324 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,337 จุด แนวรับแรกที่ 1,299 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,287 จุด โดยมีปัจจัยหนุนมาจากภายนอก คือ สภาพคล่องส่วนเกิน หลังจากประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)ปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาได้ ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่กรอบ 3.75%-4.0% ผสานการยุติมาตรการ QT(สำหรับพันธบัตรและหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนอง (MBS) ที่ครบอายุจากเดิมที่เฟด จะปล่อยให้หมดอายุ และจะนำเงินก้อนใหม่มาต่ออายุ)
ด้วยภาพเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากภาคแรงงานมีสัญญาณชะลอประเมินความคาดหวัง Fed จะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องรอบประชุม ธ.ค. นี้ และปี 69 จะถ่วง Dollar Index หนุนสภาพคล่องโดยรวม และเม็ดเงินมีโอกาสไหลมายังสินทรัพย์ฝั่ง Assets ที่ยังอยู่ในโซน Value อิง Forward Equity Risk Premium ไทย, ฮ่องกง และจีนสูงเป็นอันดับ 1-3 ของโลก 6.84%, 5.94% และ 4.53% ตามลำดับ
ทั้งนี้ทำให้มีโอกาสเม็ดเงินจะสลับเข้ามาตลาดหุ้นไทยและมีแนวโน้มเร่งขึ้นในช่วงปลายปี หลังจากมีสัญญาณบวก คือกระแสการปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP Growth ไทยปีนี้ ต่อเนื่อง โดย คลังคาดการณ์จีดีพีโต 2.4% ผสานกับ Market EPS ปี 68 มองทรงตัวหรือมีโอกาสปรับขึ้นเล็กน้อย ล่าสุดอยู่ที่ 88.8 บาทต่อหุ้น หลังจากกลุ่มธนาคารรายงานงบเกือบทั้งหมดเด่นและดีกว่าคาด แรงขับเคลื่อนคุณภาพสินทรัพย์ที่ออกมาในทางบวก สะท้อนภาพเศรษฐกิจและกำไร บจ. ที่กำลังผ่านจุดต่ำสุด
ทั้งนี้คาดว่ากลุ่มอื่น ๆที่ จะทยอยประกาศมีโอกาสทรงตัว หรือดีในทางเดียวกัน อาทิ กลุ่มพลังงานที่จะมีแรงส่งการบันทึก Stock Loss ลดลงของกลุ่มโรงกลั่น ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลงต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า ผสาน กลุ่มสื่อสารที่ยังอยู่ในช่วง Upycle ประเมินกรอบกำไร 3Q25-4Q25 ที่จะต้องสูงใกล้ค่าเฉลี่ย 2.4-2.5 แสนล้านบาทต่อไตรมาส เพื่อให้กำไรตลาดทั้งปีสอดคล้อง KSS คาดที่ 87 บาท มีความเป็นไปได้ บ่งชี้ภาพ SET ยังอยู่ในโซน Value ทำให้คาดการณ์ว่า กลุ่มรายงานกำไรเด่นจะสลับขึ้นหนุนตลาด
รวมถึงกลุ่มที่จะมีโมเมนตัมต่อจากแรงส่งนโยบายรัฐฯ อาทิ การแก้หนี้ครัวเรือน นโยบายพลังงานหนุน Data Center ฝั่ง Infra Tech พร้อมรับโอกาส AI CAPEX cycle ระลอกใหม่ของโลก นอกจากนี้ แรงส่งตลาดจะเร่งขึ้น หากนโยบายตลาดทุนมีความชัดเจนในส่วนที่ช่วยให้เม็ดเงินลงทุนระยะยาวภายในใหม่เข้ามาเพิ่มเติม เช่น โครงการออมหุ้นลดหย่อนภาษี (TISA) ที่เพิ่มจากกองทุนลดหย่อนที่มีในปัจจุบัน เป็นต้น
นาทีทองช้อนหุ้นไทย! https://www.tnnthailand.com/tnnexclusive/209138/
ปัจจัยบวกลบที่ต้องติดตาม
- 5 พ.ย. ติดตามผลการประกาศการ Rebalance ดัชนี MSCI รอบใหม่ โดยคาดการ Rebalance
- 5 พ.ย. เงินเฟ้อ CPI ไทย ต.ค.
- 7 พ.ย. คาดการณ์เงินเฟ้อ 1 ปีข้างหน้า พ.ย. (เบื้องต้น) ของสหรัฐฯ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) U of Michigan พ.ย. (เบื้องต้น)
- 9 พ.ย. ติดตามรายงานเงินเฟ้อ CPI เดือนก.ย. ของจีน
- 14 พ.ย. ราคาบ้านมือหนึ่ง ก.ย. ของจีน และราคาบ้านมือ 2
- 14 พ.ย. รายงานกิจกรรมเศรษฐกิจเดือน ก.ย. โดยเฉพาะ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม, ดัชนีค้าปลีก, การลงทุนสินค้าคงทน และการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์
- 14 พ.ย. ยอดค้าปลีก ต.ค. ของสหรัฐฯ
- 17 พ.ย. รายงาน GDP ไทย งวด 3Q25 ของไทย
- ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลเพิ่มเติม เรื่องหลักที่ออกมาเพิ่มเติม
- มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน
- นโยบาย Quick-win พลังงาน
- มาตรการ เน็ตคนละครึ่ง
- การผลักดันนโยบายด้านอื่นๆ เช่น ศูนย์กลางการบิน
- รายละเอียดเพิ่มเติมการเจรจาการค้าสหรัฐฯ – ไทย
- ติดตามรายงานผลประกอบการงวด 3Q25F ของเรียลเซกเตอร์
กลยุทธ์การลงทุนแนนำ หุ้นเด่น
• ADVANC (TP25F-350): คาดงบ 3Q25 ออกมา New High โตy-y, q-q ผสานเป็นหุ้น High Yield
• KTB (TP25F-30.0) : เป้าหมายของ Flow ต่างชาติ Consensus Upgrade GDP ไทย
• SCB (TP25F-45) : คาดเป้าหมายของ Flow ต่างชาติผสานกระแส Consensus Upgrade GDP Growth ไทย และปันผลสูงสุดในกลุ่มธนาคาร
ส่องหุ้นไทย! ก่อนยุบสภาฯ https://www.tnnthailand.com/tnnexclusive/212523/
ฝั่ง “ภราดร เตียรณปราโมทย์" ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส สะท้อนภาพให้เห็นว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ต.ค.) เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไต้หวันซื้อสุทธิ 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และเกาหลีใต้ที่ 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ยกเว้นตลาดหุ้นเวียดนามขายสุทธิ 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดหุ้นไทยขายสุทธิ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซียขายสุทธิ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ขายสุทธิ 750 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้บวกร้อนแรง 71% เวียดนามบวก 30% ไต้หวันบวก 23% อินโดนีเซียบวก 15% ส่วนฟิลิปปินส์ดัชนีลง 9% ไทยดัชนีลง 6%
แม้ว่า 10 เดือนแรก หุ้นไทยจะถูกต่างชาติเทขายหนักประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่ในเดือนต.ค.ที่ผ่านมานักลงทุนขายหุ้นไทยลดลงเหลือประมาณ 4,400 ล้านบาท โดยสาเหตุที่หุ้นปรับตัวลงแรงในช่วงครึ่งปีแรกราว -22% เพราะเกิดสถานการณ์แผ่นดินไหว ปัญหาความไม่สงบระหว่างไทย-กัมพูชา ไทยเกิดสุญญากาศทางการเมือง และเรื่องคดีชั้น 14 แต่หลังจากนั้นเมื่อก้าวเข้าสู่ในช่วงครึ่งปีหลัง ดัชนีฟื้นตัวกลับขึ้นมา 16% เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ผ่อนคลายลง
ส่วนตลาดหุ้นในเดือนพ.ย.คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น คาดว่าแกว่งไซด์เวย์อัพ มาจาก 2 ปัจจัยหลักคือ 1. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย เริ่มเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม เช่น คนละครึ่งพลัส มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่คลังปรับเป้าจีดีพีครึ่งปีหลังจาก 1.6% เป็น 1.8% และทั้งปีจีดีพีโต 2.4% จากเดิม 2.2%
2. แนวโน้มเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดมีการใช้นโยบายที่ตึงตัวเพิ่มขึ้น หนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐหรือบอนด์ยีลด์พุ่งยืนเหนือ 4% ทำให้ฟันด์โฟลว์มีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเพิ่มเติม โดยประเมินกรอบแนวรับ 1,275 จุด แนวต้านที่ 1,350-1,360 จุด ขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศออกมา 1 ใน 3 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พบว่า ดีกว่าคาดโตประมาณ 15%
ด้านหุ้นไทยรายงานงบไตรมาส 3/68 ของกลุ่มเรียลเซกเตอร์ 25 บริษัท กำไรออกมาดีกว่าคาด 10% หนุนคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมจะอยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% YOY จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.99 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นแนวโน้มผลประกอบการดีจากกำไรที่เพิ่มขึ้น และฐานกำไรที่ต่ำกว่าปกติมาก ส่งผลให้ VALUATION ของ SET Index บริเวณ 1,300 จุด แม้มี PE ย้อนหลัง 4 ไตรมาสอยู่ที่ 17 เท่า (ช่วงไตรมาส 3/67- ไตรมาส 2/68) แต่ถ้าประเมิน PE ปีนี้ (ช่วงไตรมาส 1/68- ไตรมาส 4/68) แบบหัก DELTA ออก จะเหลือ PE เพียง 12 เท่า
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
- government shutdown ว่าจะยืดเยื้อต่อไปหรือไม่ จากเดิมที่ชัตดาวน์ในสหรัฐฯ เคยทำสถิติสูงสุด 34 วัน ดังนั้นตลาดคาดว่าจะได้ข้อยุติภายใน 16 พ.ย.นี้ ถ้ายังไม่ได้ข้อสรุป และเลยวันที่ 4 พ.ย. จะถือว่าเป็นการชัตดาวน์ที่นานเป็นประวัติศาสตร์
- ศาลฎีกาสหรัฐฯ กำหนดพิจารณาคดีภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 5 พ.ย. นี้ หลังจากที่ศาลชั้นต้น และอุทธรณ์มีคำตัดสินว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยอาศัยกฎหมายว่าด้วยอำนาจเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน (International Emergency Economic Powers Act - IEEPA) ในการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก ซึ่งจะต้องดูมุมมองและองค์ประกอบต่างๆ ช่วงไต่สวน ว่ามีอนวโน้มอย่างไร ซึ่งจะทำให้ตลาดเกิดความผันผวน
- MSCI Rebalance ประกาศ เช้า 6 พ.ย. จะคัดเลือกหุ้น เข้า-ออก ดัชนีรอบใหม่ ต้องดูว่ามีหุ้นไทยตัวไหนเข้า-ออก บ้าง
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ
- หุ้น CPF ราคาเป้าหมาย 24.50 บาท P/E 6 เท่า หมดเทศกาลกิจเจ ราคาหมูหน้าฟาร์มเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น
- หุ้น BLA ราคาเป้าหมาย (คอนเซนซัส) 22.40 บาท P/E 6 เท่า รับบอนด์ยีลด์ไทย-บอนด์ยีลด์โลกเพิ่มขึ้น
- หุ้น OR ราคาเป้าหมาย 18 บาท คาดงบไตรมาส 3/68 ดีขึ้น จากไตรมาส 3/67 ขาดทุน และอาจกลับเข้า MSCI LARGE CAP ในรอบถัดๆ ไป
- หุ้น SCGP ราคาเป้าหมาย 23 บาท อิงการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน
- หุ้น BANPU ราคา LAGGARD ราคาอ้างอิง TENDER หุ้น BPP 13 บาท ราคา BANPU จะอยู่ที่ 6.20 บาท
- คนละครึ่งพลัสหนุนใช้จ่าย "วันลอยกระทง"
- ร้านค้ากลัวถูกเก็บภาษี ไม่กล้าเข้าร่วมคนละครึ่ง
- "คนละครึ่งพลัส" ยอดใช้จ่าย 4 พันล้าน หนุนคลังปรับประมาณาการ GDP ปี 68 โต 2.4%
- “คนละครึ่งพลัส” หากใช้ไม่ครบ 200 บาทต่อวัน ไม่ต้องกังวลยอดเงินที่เหลือใช้วันถัดไปได้
- "คนละครึ่งพลัส" วันแรกใช้จ่ายยอดพุ่ง 752 ล้าน พร้อมเดินหน้าเฟส 2
ที่มาข้อมูล : สัมภาษณ์
ที่มารูปภาพ : Getty Images
นักข่าวอาวุโส ประสบการณ์มากกว่า 25ปี ด้านข่าวการเงิน การคลัง การลงทุน

