
การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเกิดขึ้นหลังการยุบสภาเมื่อ 12 ธันวาคม 2568 กำลังเดินหน้าเข้าสู่โค้งสำคัญ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่เปราะบางจากหนี้ครัวเรือนระดับสูง ค่าครองชีพที่ยังตึงตัว และผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน
ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ นโยบาย “แก้จน” กลายเป็นประเด็นแข่งขันหลักของพรรคการเมือง โดยแต่ละพรรคเสนอแนวทางแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินขนาดใหญ่ การสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ไปจนถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
สรุปข่าว
การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเกิดขึ้นหลังการยุบสภาเมื่อ 12 ธันวาคม 2568 กำลังเดินหน้าเข้าสู่โค้งสำคัญ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่เปราะบางจากหนี้ครัวเรือนระดับสูง ค่าครองชีพที่ยังตึงตัว และผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน
ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ นโยบาย “แก้จน” กลายเป็นประเด็นแข่งขันหลักของพรรคการเมือง โดยแต่ละพรรคเสนอแนวทางแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินขนาดใหญ่ การสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ไปจนถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
เพื่อไทย เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่พักหนี้
พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาลเดิม ชูนโยบายแก้จนผ่านแนวคิด “ประชานิยมนวัตกรรม” โดยต่อยอดมาตรการเดิมที่เคยใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเติมเครื่องมือใหม่เพื่อรับมือปัญหาหนี้
แกนหลักคือ Digital Wallet เฟส 3 ที่ตั้งเป้าเดินหน้าในปี 2569 ครอบคลุมประชาชนวงกว้าง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินในระดับชุมชน ควบคู่กับมาตรการ พักจ่ายดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับหนี้บ้านและรถยนต์ เพื่อให้เงินที่ผ่อนชำระถูกนำไปตัดเงินต้นโดยตรง
นอกจากนี้ เพื่อไทยยังชูนโยบายลดรายจ่ายถาวร เช่น รถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย และโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับคนรายได้น้อย โดยหวังใช้การกระตุ้นครั้งใหญ่ช่วยประคองเศรษฐกิจและปลดล็อกกำลังซื้อของประชาชน
พรรคประชาชน สวัสดิการถ้วนหน้าแก้จนเชิงโครงสร้าง
พรรคประชาชน เสนอแนวทางต่างออกไป โดยมองว่าการแจกเงินก้อนเดียวไม่สามารถแก้ความยากจนอย่างยั่งยืนได้ พรรคจึงเน้นการสร้าง รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า เป็นหลัก
นโยบายสำคัญคือการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชนตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ รวมถึงแนวคิดบำนาญผู้สูงอายุระดับประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ และลดความเสี่ยงในชีวิต
ควบคู่กัน พรรคประชาชนผลักดันการรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดอำนาจทุนผูกขาด และกระจายการลงทุนสู่ต่างจังหวัด โดยเชื่อว่าการลดต้นทุนชีวิตและเปิดโอกาสการแข่งขันอย่างเป็นธรรม จะทำให้ประชาชน “หายจน” ได้ในระยะยาว
ภูมิใจไทย ลดภาระทันที เน้นปากท้องรายวัน
พรรคภูมิใจไทย ใช้จุดแข็งจากประสบการณ์ในรัฐบาล ชูนโยบายที่ประชาชนคุ้นเคยและเห็นผลเร็ว ภายใต้แนวคิด “พูดแล้วทำ พลัส”
นโยบายเด่นคือ คนละครึ่ง พลัส ที่เตรียมนำกลับมาใช้เพื่อลดค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน เสริมด้วยมาตรการ พักหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท เป็นเวลา 3 ปี ครอบคลุมลูกหนี้รายย่อยหลายกลุ่ม
อีกด้านหนึ่ง ภูมิใจไทยเสนอแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว เปิดให้ประชาชนขายไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์คืนรัฐโดยตรง และตั้งเป้าลดค่าไฟฟ้าเฉลี่ย เพื่อช่วยทั้งลดรายจ่ายและสร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือน
ประชาธิปัตย์ ย้ำประกันรายได้และเศรษฐกิจฐานราก
พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าภายใต้สโลแกน “ไทยหายจน” โดยยึดแนวทางที่เคยดำเนินการมาก่อน
หัวใจสำคัญคือ ประกันรายได้เกษตรกร สำหรับพืชเศรษฐกิจหลัก เพื่อให้รายได้ถึงมือเกษตรกรโดยตรง ขณะเดียวกัน พรรคเสนอการตั้งกองทุนสนับสนุน SME และธุรกิจชุมชน เพื่อสร้างการจ้างงานและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระยะยาว
แนวคิดของประชาธิปัตย์เน้นความรอบคอบทางการคลัง และการแก้ปัญหาความยากจนผ่านระบบเศรษฐกิจฐานรากมากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินขนาดใหญ่
- พรรคเพื่อไทยประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 เปิดรายชื่อผู้สมัคร สส. กทม. 33 เขต
- “อนุกูล” ย้ายซบพรรคภูมิใจไทย เปิดตัวลงสนามเลือกตั้งสส. เขต 6 สงขลา
- อดีตกกต. เปิดสถิติเบอร์เลือกตั้งสำคัญอย่างไร ทุกพรรคหมายชิง “เลขตัวเดียว” เพราะจำง่าย
- อนุทิน แคนดิเดตหนึ่งเดียวพรรคภูมิใจไทย! “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” กลับมาแน่
- สนามเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย “โจ๊ะ พันธุ์พงศ์ อัศวชัยโสภณ” ชิงพื้นที่เขต 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา
บรรณาธิการออนไลน์

