แผนพิทักษ์เลือกตั้ง 66 ชูความเป็นกลาง ระดมกำลัง 1.26 แสนนาย

Share on Line Share on Facebook Share on X
แผนพิทักษ์เลือกตั้ง 66 ชูความเป็นกลาง ระดมกำลัง 1.26 แสนนาย

เลือกตั้งวันเดียวกับประชามติ ความเสี่ยงจึงมากกว่าปกติ

การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติที่จัดพร้อมกันในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ “ความซับซ้อน” ของงานรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นทันที เพราะไม่ใช่แค่คุมหน่วยเลือกตั้ง แต่ต้องคุมเส้นทางขนส่งบัตรหลายประเภท คุมพื้นที่พิมพ์และเก็บรักษาบัตร ไปจนถึงการนับคะแนนที่กินเวลายาวขึ้น และมีโอกาสเกิดข้อร้องเรียนมากขึ้นตามธรรมชาติของภารกิจที่เพิ่มระดับความละเอียดอ่อน

สรุปข่าว

ผบ.ตร.สั่งคุมเข้มเลือกตั้ง สส. และประชามติ 8 ก.พ. 2569 ชูตำรวจต้องเป็นกลางทางการเมือง ประสาน กกต. คุมความปลอดภัยตั้งแต่พิมพ์-ขนส่งบัตรถึงนับคะแนน ใช้แผนพิทักษ์เลือกตั้ง 66 เพิ่มกำลังรวม 126,000 นาย โฟกัสพื้นที่เสี่ยงชายแดนใต้และชายแดนไทย-กัมพูชา

เลือกตั้งวันเดียวกับประชามติ ความเสี่ยงจึงมากกว่าปกติ

การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติที่จัดพร้อมกันในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ “ความซับซ้อน” ของงานรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นทันที เพราะไม่ใช่แค่คุมหน่วยเลือกตั้ง แต่ต้องคุมเส้นทางขนส่งบัตรหลายประเภท คุมพื้นที่พิมพ์และเก็บรักษาบัตร ไปจนถึงการนับคะแนนที่กินเวลายาวขึ้น และมีโอกาสเกิดข้อร้องเรียนมากขึ้นตามธรรมชาติของภารกิจที่เพิ่มระดับความละเอียดอ่อน

ผบ.ตร.เน้นคำเดียวที่ตัดสินความน่าเชื่อถือ คือความเป็นกลาง

แกนของข้อสั่งการจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ อยู่ที่การ “วางตัวเป็นกลางทางการเมือง” และการใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้า ถ้าตำรวจถูกตั้งคำถามแม้เพียงเงา ความชอบธรรมของทั้งกระบวนการจะสั่นคลอนทันที เพราะตำรวจเป็นด่านหน้าในทุกจุดที่ประชาชนมองเห็น ตั้งแต่ดูแลผู้สมัคร ป้องกันการข่มขู่ ไปจนถึงการรับแจ้งเหตุและจัดการข้อร้องเรียน

อีกด้านที่ถูกกำชับมากขึ้นคือพฤติกรรมบนโซเชียลของกำลังพล การแสดงความเห็นหรือการแชร์เนื้อหาที่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจทำลายภาพลักษณ์ความเป็นกลางได้เร็วกว่าการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จริง เพราะถูกขยายต่อในวงกว้างและทิ้งร่องรอยตรวจสอบได้

แผนพิทักษ์เลือกตั้ง 66 เปลี่ยนตำรวจจากผู้คุมพื้นที่ เป็นผู้คุมกระบวนการ

ตำรวจระบุการใช้แผน “พิทักษ์เลือกตั้ง 66” และตั้งศูนย์อำนวยการดูแลความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย เพื่อบูรณาการกับ กกต. ฝ่ายปกครอง และหน่วยความมั่นคง จุดสำคัญของการวางศูนย์ไม่ใช่แค่สั่งการกำลัง แต่คือทำให้ “การคุมกระบวนการ” ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ช่วงรับสมัคร การขนส่งบัตร ไปจนถึงวันนับคะแนน

กวาดล้างอาชญากรรมก่อนวันจริง คือการลดแรงกดดันในวันเลือกตั้ง

มาตรการระดมกวาดล้างช่วงก่อนวันเลือกตั้ง โดยเน้นกลุ่มผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และอาวุธผิดกฎหมาย เป็นการลดโอกาสเกิดเหตุคุกคามผู้สมัครและประชาชน รวมถึงลด “อุณหภูมิความกลัว” ในพื้นที่ การทำงานลักษณะนี้มีนัยสำคัญเชิงจิตวิทยา เพราะการเลือกตั้งจะเดินได้ต้องทำให้คนเชื่อว่ากล้าออกไปใช้สิทธิแล้วปลอดภัย

พื้นที่เสี่ยงไม่ได้มีแบบเดียว ชายแดนใต้กับชายแดนไทย-กัมพูชาคือโจทย์คนละชนิด

ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตำรวจยกระดับมาตรการเข้ม โดยมีการระบุการระดมกำลังและวางแนวปฏิบัติที่ย้ำความเป็นกลาง คุมความปลอดภัยทุกขั้นตอน และคุ้มครองกำลังพลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ความเสี่ยงมักผูกกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนตามแนวชายแดนและการเคลื่อนไหวที่คาดเดายาก ตำรวจจึงวางแผนเผชิญเหตุระดับเลวร้ายที่สุด และดึงเทคโนโลยีมาช่วยคัดกรองข่าวสาร เพื่อลดความตื่นตระหนกและป้องกันข่าวปลอมที่อาจกระทบความสงบเรียบร้อย

การเพิ่มกำลังเป็น 126,000 นาย ถูกใช้เป็นภาพแทน “ความพร้อม” ในเชิงจำนวน  แต่ในเชิงคุณภาพ สิ่งที่สังคมต้องการเห็นคือมาตรฐานการปฏิบัติที่เหมือนกันทั้งประเทศ ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การคุ้มครองผู้สมัคร การจัดการเหตุทำลายป้าย ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งโดยไม่เลือกข้าง

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์

sticky-bar-top