
'เธอเกิดมาในซ่องแต่แม่เธอไม่เลี้ยง มีคนเก็บเธอมาเลี้ยง'
'ดูไปดูมาเริ่มเงี่ย*แล้วนะ'
'แก้ผ้าหาเสียงเลยน่ะ'
นี่ล้วนแต่เป็นคอมเมนต์ และการกล่าวถึงนักการเมืองหญิงในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งแม้ปัจจุบัน ประเทศไทยจะพัฒนาเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ จนมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้หญิงก็ยังคงโดนลดทอนคุณค่า และโดนเหยียดหยามโดยเฉพาะผู้หญิงในวงการการเมือง
นักการเมืองหญิงมองเรื่องนี้อย่างไร และเมื่อก้าวเข้ามาในพื้นที่นี้แล้ว พวกเธอรับมือ หรืออยากผลักดันให้การเมืองเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิงอย่างไร ?
สัดส่วนผู้หญิงในการเมืองไทย
แม้ประเทศเราจะมีนายกฯ หญิงมาถึง 2 คน และในการเลือกตั้ง หรือสภา เริ่มเห็นบทบาทของผู้หญิงมากขึ้น แต่เมื่อมาดูสถิติ และตัวเลขแล้ว จะพบว่าจริงๆ แล้วสัดส่วนยังถือว่าเป็นจำนวนน้อย และเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศแล้ว ก็ถือว่ายังน้อยกว่าค่าเฉลี่ย
ในการเลือกตั้งปี 2562 ชี้ให้เห็นถึงข้อมูลที่ผู้หญิงลงสมัครมากขึ้น แต่ได้รับเลือกตั้งน้อยลง โดยมีผู้สมัครที่เป็นผู้หญิงได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ทั้งหมด 76 คน จากทุกพรรค คำนวณได้เป็น ร้อยละ 14 ซึ่งถือว่าน้อยกว่าหลายประเทศในโลก
ขณะที่ในการเลือกตั้งปี 2566 สัดส่วนผู้หญิงในสภามีเพิ่มขึ้นเป็น 96 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด แม้ว่าตัวเลขนี้จะถือเป็นระดับที่สูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2550 แต่ก็ยังคง น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของสภาทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 25.5
แม้บทบาททางการเมืองของผู้หญิง ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำเมื่อเทียบกับสากล โดยมีจำนวน สมาชิกสภาผู้ชายมากถึง 404 คน หรือร้อยละ 81 ของที่นั่งทั้งหมดในปัจจุบัน
ขณะที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เราเห็นผู้หญิงลงสมัครรับเลือกตั้งกันมากขึ้น รวมถึงแคนดิเดตนายกฯ ของแต่ละพรรค ก็มีสัดส่วนที่เป็นผู้หญิงเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตจากพรรคประชาชน, การดี เลียวไพโรจน์ จากพรรคประชาธิปัตย์ หรือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคไทยสร้างไทยเป็นต้น
สรุปข่าว
'เธอเกิดมาในซ่องแต่แม่เธอไม่เลี้ยง มีคนเก็บเธอมาเลี้ยง'
'ดูไปดูมาเริ่มเงี่ย*แล้วนะ'
'แก้ผ้าหาเสียงเลยน่ะ'
นี่ล้วนแต่เป็นคอมเมนต์ และการกล่าวถึงนักการเมืองหญิงในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งแม้ปัจจุบัน ประเทศไทยจะพัฒนาเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ จนมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้หญิงก็ยังคงโดนลดทอนคุณค่า และโดนเหยียดหยามโดยเฉพาะผู้หญิงในวงการการเมือง
นักการเมืองหญิงมองเรื่องนี้อย่างไร และเมื่อก้าวเข้ามาในพื้นที่นี้แล้ว พวกเธอรับมือ หรืออยากผลักดันให้การเมืองเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิงอย่างไร ?
สัดส่วนผู้หญิงในการเมืองไทย
แม้ประเทศเราจะมีนายกฯ หญิงมาถึง 2 คน และในการเลือกตั้ง หรือสภา เริ่มเห็นบทบาทของผู้หญิงมากขึ้น แต่เมื่อมาดูสถิติ และตัวเลขแล้ว จะพบว่าจริงๆ แล้วสัดส่วนยังถือว่าเป็นจำนวนน้อย และเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศแล้ว ก็ถือว่ายังน้อยกว่าค่าเฉลี่ย
ในการเลือกตั้งปี 2562 ชี้ให้เห็นถึงข้อมูลที่ผู้หญิงลงสมัครมากขึ้น แต่ได้รับเลือกตั้งน้อยลง โดยมีผู้สมัครที่เป็นผู้หญิงได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ทั้งหมด 76 คน จากทุกพรรค คำนวณได้เป็น ร้อยละ 14 ซึ่งถือว่าน้อยกว่าหลายประเทศในโลก
ขณะที่ในการเลือกตั้งปี 2566 สัดส่วนผู้หญิงในสภามีเพิ่มขึ้นเป็น 96 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด แม้ว่าตัวเลขนี้จะถือเป็นระดับที่สูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2550 แต่ก็ยังคง น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของสภาทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 25.5
แม้บทบาททางการเมืองของผู้หญิง ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำเมื่อเทียบกับสากล โดยมีจำนวน สมาชิกสภาผู้ชายมากถึง 404 คน หรือร้อยละ 81 ของที่นั่งทั้งหมดในปัจจุบัน
ขณะที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เราเห็นผู้หญิงลงสมัครรับเลือกตั้งกันมากขึ้น รวมถึงแคนดิเดตนายกฯ ของแต่ละพรรค ก็มีสัดส่วนที่เป็นผู้หญิงเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตจากพรรคประชาชน, การดี เลียวไพโรจน์ จากพรรคประชาธิปัตย์ หรือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคไทยสร้างไทยเป็นต้น
นักการเมืองหญิง กับการผลักดันให้ผู้หญิงได้มีบทบาทในสภา
สำหรับประเด็นนี้ นักการเมืองหญิงอย่าง เดียร์ ขัตติยา สวัสดิผล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และ รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ต่างก็มองตรงกันว่า ไม่เพียงแค่การเมืองไทย ที่มีผู้หญิงน้อยอยู่ แต่ผู้หญิงยังคงเผชิญสถานการณ์ที่ถูกด้อยค่า และวิจารณ์อย่างไม่เท่าเทียม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากสังคมชายเป็นใหญ่ ที่ฝังรากลึกในประเทศเรามานาน
“จริงๆอันนี้มันสะท้อนบรรทัดฐานในสังคมอย่างนึงก็คือสังคมชายเป็นใหญ่ ที่จะรู้สึกว่าเวลาผู้หญิงจะขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง ที่เป็นตำแหน่งนำสังคม หรือขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กรเนี่ยก็อาจจะถูกมองว่ามีความสารถที่ด้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งเรื่องนี้มันมีมา หลายยุคหลายสมัย แต่ตอนนี้ พอเราพูดกัน บางทีหลาย ๆคนรู้สึกว่า ทำไมผู้หญิงเรื่องมากหรือเปล่า หรือว่า คิดเล็กคิดน้อย” ซึ่งรักชนกยกตัวอย่างตั้งแต่สมัยเรามีนายกฯ หญิงคนแรก ซึ่งก็คือยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่โดนโจมตีเยอะมาก และด้อยค่าเรื่องเพศ
และในยุคนี้เองก็ยังมีการโจมตีแบบนั้นอยู่ “สิ่งที่นักการเมืองหญิงมักจะโดนมากกว่านักการเมืองชาย คือเอาเรื่องส่วนตัว หรือว่าเอาเรื่องการแต่งตัว มาทำให้คนตั้งคำถามกับตัวเรา ตั้งคำถามกับความสามา รถเราแทนที่จะดูที่เนื้องาน หรือว่าดูที่ผลผลิตของการทำงานมากกว่า”
“อย่างตัวไอซ์เอง ตั้งแต่เริ่มเข้ามาสู่แวดวงการเมือง ก็จะโดนเอารูป ขุดรูปเก่าๆ ที่เคยใส่ชุดว่ายน้ำ แล้วก็มาตั้งคำถามถึงพฤติกรรม แล้วในช่วงการเลือกตั้ง เราก็ถูกเอารูปหรือว่าถูกตัดต่อไปโจมตีตามกลุ่มต่างๆ แล้วก็มาจนถึงเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งที่ 2 ก็ยังใช้วิธีแบบเดิมๆ ในการที่จะมาโจมตีนักการเมืองหญิงอยู่”
ซึ่งเธอมองว่า หลายครั้งคนจะถกเถียงว่าเพราะเธอเป็นบุคคลสาธารณะ ต้องรับได้กับ Free Speech เหล่านี้ แต่ตัวเธอมองว่าหลายกรณีได้ก้าวข้ามจนกลายเป็น Hate Speech หรือการพูดด้วยการเกลียดชังมากกว่าเสรีภาพในการพูดไปแล้ว และสิ่งเหล่านี้ นักการเมืองหญิงมักเผชิญมากกว่านักการเมืองชาย
ขณะที่ขัตติยา ซึ่งอยู่ในวงการการเมืองมามากกว่า 10 ปีแล้วนั้น ก็บอกว่า คำถามเรื่องนักการเมือง กับการถูกวิจารณ์ หรือถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมเป็นสิ่งที่เธอได้ยินมาตลอด
“ต้องบอกว่าเมื่อเราก้าวเข้ามาอยู่การเมืองแล้ว เราต้องเป็นคนที่ภูมิต้านทานสูง แล้วก็จุดเดือดสูงนิดนึงค่ะ เพราะว่าพอเข้ามาอยู่ในการเมือง เราเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ ดังนั้นเราไม่ควรจะแบ่งแยกว่าเราเป็นเพศหญิงไม่ควรได้รับการกระทำแบบนี้ การกระทำแบบนี้ไม่เหมาะ นี่มันเป็นการเหยียดเพศ แต่ว่าเราอาจจะต้องยอมรับมัน และทำให้สังคมหรือคนที่กระทำต่อ เรารู้เองว่าสิ่งเหล่านี้มันหมดยุคสมัย และมันไม่ควรทำเพราะอะไร เพราะว่ามันมีความเท่าเทียมมากขึ้น”
อยากจะบอกว่าเราจะต้องมีความเข้มแข็ง เราคงจะไม่สามารถที่จะเปลี่ยนบอกว่าให้ผู้ชายห้ามพูดอย่างนั้นอย่างนี้ในทันที แต่ว่าเราเอาความเข้มแข็งของเราเข้าสู้ เราปรับตัวไปกับสังคมการเมืองของประเทศไทย เดียร์ไม่ได้บอกว่า มันเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเกิดเราสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ชายเห็น ให้เขารู้สึกว่าการที่เขาพูดอะไรมาแบบนี้มันไม่ได้กระเทือนอะไร แต่สิ่งนั้นมันจะย้อนทำให้เขารู้สึกละอายใจเองมากกว่า” ขัตติยามอง
ขัตติยายังมองว่า อยากเรียกร้องให้ผู้หญิงเข้ามามาบทบาท และเปลี่ยนค่านิยมทางความคิด และทัศนคติของผู้หญิงด้วยกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงจะก้าวมาอยู่แถวหน้า
“ลองสังเกตพลเมืองประชากรไทยชายกับหญิง ผู้หญิงมีสัดส่วนมากกว่า แต่พอถึงเวลาที่เข้ามาสู่วงการการเมืองแล้วกลับน้อยกว่า แต่พอเราหันไปดูอีกด้านนึงในวงการธุรกิจ เราเห็น CEO ที่เป็นผู้หญิงซะส่วนมาก ดังนั้นเราก็ต้องมาดูว่าในส่วนของการเมืองไทย มันยังมีเหตุผล หรือมีกำแพงอะไรอยู่ที่มันเป็นการสร้างอุปสรรคให้กับผู้หญิงที่จะก้าวเข้ามา แล้วเราก็ค่อยๆ ทำลายอุปสรรค หรือกำแพงเหล่านั้น ไม่ว่าอาจจะเป็นอุปสรรคทางครอบครัวเอง สถานะทางสังคม หรือสถานะทางการเงิน
เราค่อยๆ ทลายอุปสรรคไป แล้วก็อยากให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเยอะๆ อย่างน้อย กลายเป็นปากเป็นเสียง ซึ่งผู้ชายก็สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้อยู่แล้ว แต่ว่า การที่เรามีสัดส่วนของผู้หญิงในการเมืองเยอะขึ้น อย่างน้อยมันจะสะท้อนถึงพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทยได้” ขัตติยาสะท้อน
ด้านรักชนกเอง มองว่าไม่เพียงแค่การเพิ่มผู้หญิงในสภา แต่เธอเริ่มตั้งแต่ผลักดันให้มีผู้หญิงในพรรคประชาชน “เราพยายามที่จะเพิ่มพูนนักการเมืองหญิง หรือว่าคนที่มีความหลากหลายทางเพศเข้ามานะคะ เพราะว่าเรารู้สึกว่า การจะสะท้อนสะท้อนสังคมที่ดีที่สุดเนี่ยเราต้องมีตัวแทนจากจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะ LGBTQ+ กลุ่มชาติพันธุ์ หรือแรงงาน”
ทั้งเธอยังได้พยายามทำคลิป และสนับสนุนให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนในทางการเมืองมากขึ้น พยายามชักชวนผู้หญิงในหลายๆ งาน “เราไม่ได้พูดประเด็นนี้เฉพาะในช่วงเวลาที่มีกล้องมาจ่อ แต่ว่าไอซ์เชื่อว่า คนที่อยู่ในพรรคประชาชนทุกคนที่ส่งเสริมเรื่องนี้ เรายึดมั่นเป็นคุณค่าหลักของพรรค แล้วก็เราก็พยายามที่จะลงมือทำจริงๆ ให้มันมีสัดส่วนของผู้หญิงเนี่ย มันเพิ่มขึ้นในในงานการเมือง” รักชนกสรุป
ที่มาข้อมูล : TNN Online สัมภาษณ์
ที่มารูปภาพ : TNN Online

