นโยบายต่างขั้ว เหตุใดพรรคดร.เอ้ไร้ สส. แต่มงคลกิตติ์ได้ที่นั่ง

Share on Line Share on Facebook Share on X
นโยบายต่างขั้ว เหตุใดพรรคดร.เอ้ไร้ สส. แต่มงคลกิตติ์ได้ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ได้จุดชนวนคำถามสำคัญต่อการเมืองไทย เมื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ ภายใต้การนำของ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ซึ่งนำเสนอนโยบายอย่างเป็นระบบและมีกรอบปฏิรูปประเทศชัดเจน กลับไม่สามารถคว้าเก้าอี้ในสภาได้แม้แต่ที่นั่งเดียว ขณะที่ พรรคทางเลือกใหม่ ของ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ซึ่งนโยบายหลายข้อถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ กลับสามารถคว้า สส.บัญชีรายชื่อ มาได้ 1 ที่นั่ง

เมื่อมองอย่างเป็นเหตุเป็นผล ความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้ชี้ว่า “นโยบายใดดีกว่ากัน” หากแต่ปรากฎความจริงว่า รูปแบบนโยบาย การสื่อสาร และความสอดคล้องกับระบบเลือกตั้ง มีผลต่อการแปรคะแนนเสียงเป็นอำนาจทางการเมืองอย่างยิ่ง

นโยบายเชิงโครงสร้างของพรรคไทยก้าวใหม่ กับข้อจำกัดในสนามเลือกตั้ง

พรรคไทยก้าวใหม่เสนอชุดนโยบาย “ธนู 4 ดอก” ครอบคลุมการปฏิรูปการศึกษา การสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การยกระดับคุณภาพชีวิต และการสร้างค่านิยมทางการเมืองที่โปร่งใส ตัวอย่างเช่น การปรับระบบการเรียนรู้ให้ใช้งานได้จริง การลดค่าครองชีพผ่านนโยบายค่าไฟฟ้า การแก้ปัญหาหนี้ กยศ. และโครงการบ้านชาวไทยที่เชื่อมภาคเอกชนกับสถาบันการเงินของรัฐ

อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้เป็นคำตอบเชิงโครงสร้างระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและความเชื่อมั่นในระบบ เมื่อเข้าสู่บริบทการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์จำนวนไม่น้อยกลับให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทันทีในชีวิตประจำวันมากกว่า อีกทั้งการไม่สามารถชนะในเขตเลือกตั้งใดเลย ทำให้คะแนนรวมบัญชีรายชื่อไม่ถึงเกณฑ์การคำนวณ สส. ส่งผลให้พรรคไม่สามารถก้าวเข้าสู่สภาได้

สรุปข่าว

ผลเลือกตั้ง 2569 ชี้ นโยบายที่เป็นระบบของพรรคไทยก้าวใหม่ยังไม่เพียงพอ หากขาดฐานเสียงและชัยชนะในเขต ขณะที่พรรคทางเลือกใหม่อาศัยการจดจำตัวบุคคลและกลไกบัญชีรายชื่อ แปลงฐานผู้สนับสนุนเฉพาะกลุ่มเป็น ส.ส. 1 ที่นั่ง บทเรียนสำคัญคือการเมืองไทยไม่ได้ตัดสินกันที่นโยบายเพียงอย่างเดียว

ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ได้จุดชนวนคำถามสำคัญต่อการเมืองไทย เมื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ ภายใต้การนำของ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ซึ่งนำเสนอนโยบายอย่างเป็นระบบและมีกรอบปฏิรูปประเทศชัดเจน กลับไม่สามารถคว้าเก้าอี้ในสภาได้แม้แต่ที่นั่งเดียว ขณะที่ พรรคทางเลือกใหม่ ของ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ซึ่งนโยบายหลายข้อถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ กลับสามารถคว้า สส.บัญชีรายชื่อ มาได้ 1 ที่นั่ง

เมื่อมองอย่างเป็นเหตุเป็นผล ความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้ชี้ว่า “นโยบายใดดีกว่ากัน” หากแต่ปรากฎความจริงว่า รูปแบบนโยบาย การสื่อสาร และความสอดคล้องกับระบบเลือกตั้ง มีผลต่อการแปรคะแนนเสียงเป็นอำนาจทางการเมืองอย่างยิ่ง

นโยบายเชิงโครงสร้างของพรรคไทยก้าวใหม่ กับข้อจำกัดในสนามเลือกตั้ง

พรรคไทยก้าวใหม่เสนอชุดนโยบาย “ธนู 4 ดอก” ครอบคลุมการปฏิรูปการศึกษา การสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การยกระดับคุณภาพชีวิต และการสร้างค่านิยมทางการเมืองที่โปร่งใส ตัวอย่างเช่น การปรับระบบการเรียนรู้ให้ใช้งานได้จริง การลดค่าครองชีพผ่านนโยบายค่าไฟฟ้า การแก้ปัญหาหนี้ กยศ. และโครงการบ้านชาวไทยที่เชื่อมภาคเอกชนกับสถาบันการเงินของรัฐ

อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้เป็นคำตอบเชิงโครงสร้างระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและความเชื่อมั่นในระบบ เมื่อเข้าสู่บริบทการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์จำนวนไม่น้อยกลับให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทันทีในชีวิตประจำวันมากกว่า อีกทั้งการไม่สามารถชนะในเขตเลือกตั้งใดเลย ทำให้คะแนนรวมบัญชีรายชื่อไม่ถึงเกณฑ์การคำนวณ สส. ส่งผลให้พรรคไม่สามารถก้าวเข้าสู่สภาได้

นโยบายพรรคทางเลือกใหม่ จากความสุดโต่งสู่การจดจำ

ในทางตรงกันข้าม พรรคทางเลือกใหม่ของมงคลกิตติ์ นำเสนอนโยบายที่แตกต่างจากกระแสหลักอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น นโยบายให้รัฐจัดหาคู่ครองแก่ประชาชน หากอยู่ร่วมกันแล้วไม่เหมาะสมสามารถเปลี่ยนคู่ได้ นโยบายศัลยกรรมปรับลดอายุผู้สูงอายุภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การให้สิทธิเสริมการมีบุตร รวมถึงการอุดหนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ไทยด้วยงบหมุนเวียนหลายพันล้านบาท

แม้นโยบายเหล่านี้จะถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในเชิงงบประมาณและกฎหมาย แต่ในทางการเมือง นโยบายที่ “หลุดกรอบ” กลับสร้างการจดจำได้ง่าย และสื่อสารตรงไปยังกลุ่มผู้เลือกตั้งเฉพาะที่ต้องการตัวเลือกนอกกระแสหลัก เมื่อผสานกับภาพจำของมงคลกิตติ์ในฐานะนักการเมืองที่มีบทบาทในสภาและสื่อออนไลน์ต่อเนื่อง ทำให้พรรคสามารถรวบรวมคะแนนบัญชีรายชื่อได้เพียงพอสำหรับเก้าอี้แรก

นโยบายกับระบบเลือกตั้ง ใครได้เปรียบมากกว่า

หากเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจน พรรคไทยก้าวใหม่พยายามขาย “ระบบ” และ “อนาคตประเทศ” ขณะที่พรรคทางเลือกใหม่ขาย “ตัวบุคคล” และ “ความแตกต่าง” ระบบบัญชีรายชื่อจึงเอื้อให้พรรคหลังสามารถแปลงคะแนนจากฐานแฟนเฉพาะกลุ่มเป็น สส. ได้ แม้จะไม่มี สส.เขต

ในทางกลับกัน พรรคที่ต้องอาศัยคะแนนกระจายทั่วประเทศโดยไม่มีเขตชนะ จำเป็นต้องได้คะแนนจำนวนมากกว่านั้นหลายเท่า จึงจะผ่านเกณฑ์การคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ ได้

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

บรรณาธิการออนไลน์

sticky-bar-top