ทรัมป์เกินควบคุม? ฝ่ายค้านสหรัฐฯ หวังถอดถอน ด้วยเหตุผล “อาจเสียสติ”

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทรัมป์เกินควบคุม? ฝ่ายค้านสหรัฐฯ หวังถอดถอน ด้วยเหตุผล “อาจเสียสติ”

สิ่งที่ฟากการเมืองในสหรัฐฯ กำลังพูดถึง คือ บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 25 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลาออก เสียชีวิต หรือกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถ จะต้องเกิดการสืบทอดอำนาจ

และนี่คือสิ่งที่ฝ่ายค้านสหรัฐฯ กำลังรวมเสียงสนับสนุน เพื่อให้ทรัมป์ลงจากอำนาจ เพราะเป็นบุคคลไร้ความสามารถทางจิต ตามการรายงานของหนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์

หลักฐานชิ้นสำคัญ คือ โพสต์ของทรัมป์ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ เมื่อ 5 เมษายน ไม่ว่าจะประกาศวันทำลายโรงไฟฟ้าอิหร่าน วันทำลายสะอาด แล้ววันที่ 6 เมษายน ก็ขู่จะทำให้อิหร่านกลับสู่ยุคหิน 

แล้วทรัมป์ยังใช้กิจกรรมวันอีสเตอร์ ที่มีเด็ก ๆ เข้าร่วมจำนวนมาก บรรยายปฏิบัติการทางทหาร การวางระเบิด ในอิหร่านอย่างละเอียด 

ไม่นับการเปลี่ยนเดดไลน์ไปมา จนกลายเป็นมีม TACO  หรือทรัมป์ถอยเสมอ ไม่ทำตามคำขู่

ที่ดูจะรุนแรงสุด คือ การโพสต์รูปเปรียบถึงพระเยซูคริสต์ในโซเชียลหลายครั้ง ครั้งแรกเป็นรูปตัวเขาเองในชุดขาว แสงสว่างออกจากมือ เหมือนมาโปรดมนุษย์ ครั้งล่าสุดเป็นรูปทรัมป์คู่กับพระเยซู

แล้วยังเปิดศึกกับสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ซึ่งเป็นโป๊ปอเมริกันพระองค์แรก โดยชี้ว่า โป๊ปอ่อนแอและแย่เรื่องต่างประเทศ อีกทั้งอ้างว่า โป๊ปได้ตำแหน่งมาก็เพราะทรัมป์

สิ่งเหล่านี้ ผู้สังเกตการณ์มองว่า สะท้อนถึงภาวะหลงผิดในอำนาจ และกล่าวอ้างสิ่งต่าง ๆ โดยไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุน

สรุปข่าว

พฤติการณ์ที่สุดโต่งของทรัมป์ วาทกรรมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ การโพสต์โซเชียลที่ใช้คำอย่าง อารยธรรมหนึ่งต้องสิ้นสุด จะถล่มจนอิหร่านกลับไปสู่ยุคหิน และโพสต์รูปตนเองเปรียบเสมือนเทพเจ้า ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่ฝ่ายค้านสหรัฐฯ มองว่า เป็นสัญญาณว่า ทรัมป์ มีปัญหาทางจิต และไม่สมควรกุมอำนาจประธานาธิบดี

สิ่งที่ฟากการเมืองในสหรัฐฯ กำลังพูดถึง คือ บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 25 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลาออก เสียชีวิต หรือกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถ จะต้องเกิดการสืบทอดอำนาจ

และนี่คือสิ่งที่ฝ่ายค้านสหรัฐฯ กำลังรวมเสียงสนับสนุน เพื่อให้ทรัมป์ลงจากอำนาจ เพราะเป็นบุคคลไร้ความสามารถทางจิต ตามการรายงานของหนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์

หลักฐานชิ้นสำคัญ คือ โพสต์ของทรัมป์ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ เมื่อ 5 เมษายน ไม่ว่าจะประกาศวันทำลายโรงไฟฟ้าอิหร่าน วันทำลายสะอาด แล้ววันที่ 6 เมษายน ก็ขู่จะทำให้อิหร่านกลับสู่ยุคหิน 

แล้วทรัมป์ยังใช้กิจกรรมวันอีสเตอร์ ที่มีเด็ก ๆ เข้าร่วมจำนวนมาก บรรยายปฏิบัติการทางทหาร การวางระเบิด ในอิหร่านอย่างละเอียด 

ไม่นับการเปลี่ยนเดดไลน์ไปมา จนกลายเป็นมีม TACO  หรือทรัมป์ถอยเสมอ ไม่ทำตามคำขู่

ที่ดูจะรุนแรงสุด คือ การโพสต์รูปเปรียบถึงพระเยซูคริสต์ในโซเชียลหลายครั้ง ครั้งแรกเป็นรูปตัวเขาเองในชุดขาว แสงสว่างออกจากมือ เหมือนมาโปรดมนุษย์ ครั้งล่าสุดเป็นรูปทรัมป์คู่กับพระเยซู

แล้วยังเปิดศึกกับสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ซึ่งเป็นโป๊ปอเมริกันพระองค์แรก โดยชี้ว่า โป๊ปอ่อนแอและแย่เรื่องต่างประเทศ อีกทั้งอ้างว่า โป๊ปได้ตำแหน่งมาก็เพราะทรัมป์

สิ่งเหล่านี้ ผู้สังเกตการณ์มองว่า สะท้อนถึงภาวะหลงผิดในอำนาจ และกล่าวอ้างสิ่งต่าง ๆ โดยไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุน

เรื่องนี้ แม้แต่นักการเมืองที่เคยหนุนทรัมป์ อย่าง มาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน พรรครีพับลิกัน บอกกับ CNN ว่า คำขู่ของทรัมป์ ไม่ใช่วาทกรรมด้วยซ้ำ แต่มันคือความคลุ้มคลั่ง 

อดีตคนที่เคยทำงานกับทรัมป์อีกหลายคน ก็มองตรงกันว่า ทรัมป์เสียสติชัดเจน ไม่พฤติการณ์เชิงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และอื่น ๆ 

แล้วเมื่อบางคนโพสต์วิจารณ์ผ่านสังคมออนไลน์ ทรัมป์ก็โต้ตอบอย่างดุเดือด ยกตัวอย่าง กรณี ทัคเกอร์ คาร์ลสัน นักวิเคราะห์การเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม ที่ทำพอดแคสต์คนติดตามจำนวนมาก ออกมาวิจารณ์ทรัมป์บ่อยครั้ง 

แต่ทรัมป์โพสต์โต้กลับว่า พวกคนที่วิจารณ์เขาเป็นคนโง่ ไอคิวต่ำ

ไม่ใช่แค่ฟากการเมืองที่เห็นพ้อง แต่ผลสำรวจของรอยเตอร์และอิปซอส พบว่า ชาวอเมริกัน 61% มองว่า ทรัมป์มีพฤติกรรมคาดเดาไม่ได้ตามวัย และอีก 49% มองว่า ทรัมป์แก่เกินจะเป็นประธานาธิบดี 

ขณะที่ศูนย์วิจัยพิว สำรวจพบว่า ชาวอเมริกัน 52% ไม่เชื่อมั่นในสมรรถภาพทางจิตของทรัมป์ และอีก 51% ไม่เชื่อในความเป็นผู้นำของทรัมป์อีกแล้ว

นี่จึงถือได้ว่าเป็นอีกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ที่สุขภาพจิตของประธานาธิบดีถูกจับตาและถกเถียง

แต่การจะใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 25 เพื่อให้ทรัมป์ลงจากอำนาจ ในฐานะผู้ไร้ความสามารถทางจิต เป็นเรื่องที่ยาก เพราะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของทั้ง 2 สภา และในประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดถูกถอดถอนด้วยวิธีนี้

ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม

ที่มารูปภาพ : Reuters