ผวาโควิดทวีความรุนแรง ต่างชาติทิ้งหุ้นไทยฉุดเงินบาทอ่อน

 ผวาโควิดทวีความรุนแรง   ต่างชาติทิ้งหุ้นไทยฉุดเงินบาทอ่อน

สรุปข่าว

นายพูน  พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย  เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 31.41 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ เริ่มขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น หลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แตะจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All Time High) อีกครั้ง ซึ่งผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ปัจจัยบวกที่หนุนให้ตลาดปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง อาทิ แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แข็งแกร่ง ได้ถูกรับรู้ไปบ้างแล้ว (priced-in) 


ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงในอนาคตอย่าง การเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ยังไม่ได้ถูกรับรู้ไปมากนักในราคาสินทรัพย์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะทยอยลดความเสี่ยงไปก่อน จนกว่าจะมีการรับรู้ปัจจัยบวกใหม่ อย่างผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ดีขึ้นกว่าคาด  


การทยอยลดความเสี่ยงดังกล่าวของตลาด ได้ส่งผลให้ ดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย 0.10% ส่วน ดัชนี Dow Jones ปิดลบกว่า 0.3% อย่างไรก็ดี ในฝั่งตลาดยุโรป ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังว่าเศรษฐกิจยุโรปจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น หลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายลงในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า หนุนให้ ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ปิดบวกกว่า 0.6% นำโดย ดัชนี DAX ของเยอรมนีที่ปรับตัวขึ้นกว่า 0.7% 


นอกจากนี้ ภาพการทยอยลดสินทรัพย์เสี่ยงที่ราคาปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ได้หนุนให้ผู้เล่นบางส่วนกลับเข้ามาถือพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงกว่า 4bps สู่ระดับ 1.66% ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ที่ย่อตัวลงได้กดดันให้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดย ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงราว 0.3% สู่ระดับ 92.33 จุด


ขณะที่เงินยูโร (EUR) แข็งค่าขึ้นกว่า 0.5% กลับมายืนเหนือระดับ 1.187 ดอลลาร์ต่อยูโร ส่วนเงินเยน (JPY) ก็แข็งค่าขึ้น 0.2% สู่ระดับ 109.75 เยนต่อดอลลาร์ ทั้งนี้การย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นกว่า 0.9% สู่ระดับ 1,744 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 


สำหรับวันนี้ ประเด็นสำคัญที่ตลาดจะติดตามยังคงเป็นแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจทั่วโลก โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 รวมถึง การแจกจ่ายวัคซีน โดยในฝั่งสห รัฐฯ ตลาดมองว่า ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาทิ Charles Evans และ Thomas Barkin จะย้ำมุมมองของเฟดที่เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนของการระบาด COVID-19 อยู่ ทำให้เฟดจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายไปก่อน 


ทั้งนี้ตลาดจะจับตามุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ว่าจะส่งผลต่อการปรับนโยบายการเงินของเฟดอย่างไร ส่วนในฝั่งเอเชีย สถานการณ์การระบาดในประเทศอินเดียที่ยังคงรุนแรงอยู่และมาพร้อมกับการเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้ ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Repo Rate) ไว้ที่ระดับ 4 %

 

ส่วนไทย ตลาดจะติดตามมาตรการควบคุมสถานการณ์ COVID-19 ของรัฐบาล หลังจากที่เกิดคลัสเตอร์ระบาดใหม่ที่อาจส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นรุนแรงในช่วงเทศกาลวันหยุดสงกรานต์ได้

โดยมองว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงยังมีอยู่ แม้ว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงบ้าง แต่เรามองว่า ในระยะสั้น 1-2 เดือนข้างหน้า เงินดอลลาร์ยังมีโอกาสแกว่งตัวในกรอบ หรือ กลับมาแข็งค่าขึ้นได้ หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังฟื้นตัวได้แข็งแกร่งต่อเนื่อง 


โดยจุดจบของการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์จะขึ้นกับ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปเป็นสำคัญ กอปรกับ สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในประเทศไทยที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น จนทำให้ นักลงทุนต่างชาติอาจลดสถานะถือครองหุ้นไทยลง ทำให้ฟันด์โฟลว์ต่างชาติมีโอกาสไหลออกสุทธิ นอกจากนี้ แรงซื้อสกุลเงินต่างชาติเพื่อจ่ายปันผลก็จะเริ่มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์หลังเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ เราคงมองว่า เงินบาทอาจแข็งค่าแค่ระยะสั้น ก่อนจะที่กลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.25 - 31.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 


ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ :

avatar

TNNThailand

แท็กบทความ

เงินบาทจีดีพีโลกจีดีพีไทยimf
นายพูน พานิชพิบูลย์