พาณิชย์สหรัฐฯ คาด "ภาษีทรัมป์" โกยเงินเข้าประเทศพุ่ง 5 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน

Share on Line Share on Facebook Share on X
พาณิชย์สหรัฐฯ คาด "ภาษีทรัมป์" โกยเงินเข้าประเทศพุ่ง 5 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน

สหรัฐฯ คาด "ภาษีทรัมป์"  สร้างรายได้เข้าประเทศ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน


นายโฮเวิร์ด ลุทนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า เขาคาดการณ์ว่าสหรัฐฯจะสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีนำเข้าสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือมากกว่านั้น โดยเพิ่มขึ้นจาก 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนที่แล้ว ด้วยผลจากมาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้ากับ 90 ประเทศทั่วโลก ที่เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ (7 สิงหาคม 2568) และภาษีจากรายกลุ่มอุตสาหกรรมจากสินค้าต่างๆ ทั้งชิปเซมิคอนดักเตอร์ และยาหรือสินค้าเภสัชภัณฑ์ต่างๆอีกด้วย 


ขณะที่ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนซึ่งจะสิ้นสุดลงภายในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ เรื่องนี้รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯให้มุมมองว่าเขารู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะบรรลุข้อตกลง และมีโอกาสสูงที่ขยายเวลาเส้นตายออกไปอีก 90 วัน


ทั้งนี้ มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดที่เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งศตวรรษ โดยประเทศคู่ค้าของสหรัฐต้องเผชิญกับอัตราภาษีศุลกากรระหว่าง 10%-50%


นอกจากนี้ยังต้องจับตาภาษีของสินค้าต่างๆ หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศแผนการเก็บภาษีนำเข้าชิปและเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 100% แต่จะยกเว้นให้กับผู้ผลิตที่ให้คำมั่นว่าจะตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐฯ พร้อมกับขู่เรียกเก็บภาษียา ขึ้นสู่ระดับ 250% ในอนาคต 

สรุปข่าว

สหรัฐฯ คาด "ภาษีทรัมป์" สร้างรายได้เข้าประเทศ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

สหรัฐฯ คาด "ภาษีทรัมป์"  สร้างรายได้เข้าประเทศ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน


นายโฮเวิร์ด ลุทนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า เขาคาดการณ์ว่าสหรัฐฯจะสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีนำเข้าสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือมากกว่านั้น โดยเพิ่มขึ้นจาก 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนที่แล้ว ด้วยผลจากมาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้ากับ 90 ประเทศทั่วโลก ที่เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ (7 สิงหาคม 2568) และภาษีจากรายกลุ่มอุตสาหกรรมจากสินค้าต่างๆ ทั้งชิปเซมิคอนดักเตอร์ และยาหรือสินค้าเภสัชภัณฑ์ต่างๆอีกด้วย 


ขณะที่ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนซึ่งจะสิ้นสุดลงภายในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ เรื่องนี้รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯให้มุมมองว่าเขารู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะบรรลุข้อตกลง และมีโอกาสสูงที่ขยายเวลาเส้นตายออกไปอีก 90 วัน


ทั้งนี้ มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดที่เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งศตวรรษ โดยประเทศคู่ค้าของสหรัฐต้องเผชิญกับอัตราภาษีศุลกากรระหว่าง 10%-50%


นอกจากนี้ยังต้องจับตาภาษีของสินค้าต่างๆ หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศแผนการเก็บภาษีนำเข้าชิปและเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 100% แต่จะยกเว้นให้กับผู้ผลิตที่ให้คำมั่นว่าจะตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐฯ พร้อมกับขู่เรียกเก็บภาษียา ขึ้นสู่ระดับ 250% ในอนาคต 

ขณะที่มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเป็นสิ่งที่สหรัฐฯใช้ในการกดดันให้ชาติคู่ค้าสำคัญ เช่น จีน บราซิล และอินเดีย ต้องเร่งหาทางเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ดีขึ้น เช่น การเปลี่ยนนโยบายหรือเปิดตลาดให้กับสินค้าอเมริกันมากขึ้น หรือแม้กระทั่งเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่สหรัฐฯสั่งห้ามการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยอ้างมาเป็นการหนุนสงครามยูเครน และในระหว่างนี้ยังคงมีอีกหลายประเทศที่ยังเดินหน้าเจรจาข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อให้ได้รับอัตราภาษีที่ผ่อนปรนมากขึ้น


ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า “เงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐจะเริ่มไหลเข้าสู่สหรัฐฯ ส่วนใหญ่มาจากประเทศที่เอาเปรียบสหรัฐฯ มานานหลายปีและหัวเราะเยาะเรา ”


ลุทนิก กล่าวว่า เป้าหมายของท่านประธานาธิบดี คือการทำให้การผลิตชิปเกิดขึ้นในอเมริกา และคาดการณ์ว่า แผนดังกล่าวจะนำไปสู่การลงทุนราว 1 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการผลิตในประเทศ  ทั้งนี้ในสมัยของประธานาธิบดีโจ ไบเดน รัฐบาลสหรัฐฯชุดที่ผ่านมา ได้มีการจัดสรรงบประมาณ 52,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และวิจัยในปี 2022 แต่เมื่อปีที่แล้วกระทรวงพาณิชย์รายงานว่าสหรัฐฯ ผลิตชิปได้เพียง 12% ของปริมาณทั่วโลก ลดลงจาก 40% ในปี 1990

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Freepik

sticky-bar-top