คนไทยเลิกเห่อ EV ซื้อรถผลิตในประเทศ ยึดดีลเลอร์ ไม่ยึดแบรนด์

Share on Line Share on Facebook Share on X

ล่าสุดเปิดผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทยกว่า 1,000 คน พบว่าคนไทยหันกลับมาสนใจรถยนต์สันดาปหรือรถใช้น้ำมันแบบเดิมๆ มากขึ้น โดยตัวเลขพุ่งขึ้นมาเป็น 32% จากปีก่อน สอดคล้องกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในกลุ่มอาเซียน แต่สวนทางกับแนวโน้มทั่วโลกที่อีวียังมาแรงอยู่ สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายสูง ทำให้รถยนต์สันดาปเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าคนไทยพบกระแสรถ EV แผ่ว-แบรนด์ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ

สรุปข่าว

รถไฟฟ้าหรืออีวี กระแสเริ่มแผ่วลงในประเทศไทย ผลสำรวจพบว่า ปีนี้คนไทยหันมาสนใจรถแบบเดิมๆ ก็คือรถน้ำมัน รถยนต์สันดาปมากขึ้น ส่วนหนึ่งกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่ยังสูง แต่ในขณะเดียวกันคนที่ยังมองหารถอีวี ก็อยากจะได้รถที่ชาร์จไวๆ ใช้ขับได้ไกลๆ จะแบรนด์ไหนก็ได้ไม่ยึดติด

ล่าสุดเปิดผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทยกว่า 1,000 คน พบว่าคนไทยหันกลับมาสนใจรถยนต์สันดาปหรือรถใช้น้ำมันแบบเดิมๆ มากขึ้น โดยตัวเลขพุ่งขึ้นมาเป็น 32% จากปีก่อน สอดคล้องกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในกลุ่มอาเซียน แต่สวนทางกับแนวโน้มทั่วโลกที่อีวียังมาแรงอยู่ สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายสูง ทำให้รถยนต์สันดาปเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าคนไทยพบกระแสรถ EV แผ่ว-แบรนด์ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ

นายมงคล สมผล Automotive Sector Leader ดีลอยท์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยก็เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีสัดส่วนความสนใจประเภทเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างสมดุลกันทั้งอีวีและรถสันดาป โดยการสำรวจความเห็นพบว่าคนไทย  36% บอกว่ารถคันต่อไปที่จะซื้อเป็นรถสันดาป ตามมาด้วยปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่ 21% รถไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่ 20% และไฮบริด (HEV) ที่ 17% ซึ่งถ้าเทียบกับในภูมิภาคเดียวกัน ยกเว้นแค่สิงคโปร์ จะพบประเทศต่างๆในอาเซียนให้สนใจรถยนต์สันดาปมากกว่าครึ่งหรือ 50%

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่คนแทบทุกประเทศยังกังวลในการตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้า ก็คือ การขาดแคลนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แต่สำหรับคนไทยดูเหมือนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะเรากังวลเรื่องนี้น้อยสุดในภูมิภาคและกังวลน้อยลงจากปีก่อน โดยตัวเลขปีก่อนอยู่ที่ 43% ปีนี้เหลือเพียง 26% สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันนี้คนไทยมีความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จของประเทศเพิ่มขึ้น 

แต่ปรากฎว่าสิ่งที่คนไทยกังวลมากที่สุด กลับเป็นเรื่องค่าใช้จ่าย ตามด้วยระยะทางการวิ่ง และระยะเวลาการชาร์จ ที่น่าสนใจกว่านั้นอีก ก็คือ ผลสำรวจของดีลอยท์ระบุว่าคนไทยมีพฤติกรรมใจร้อนที่สุดในภูมิภาค เพราะคนส่วนใหญ่เกือบครึ่งคาดหวังว่าแบตเตอรี่รถ BEV ควรจะชาร์จได้ไวมากๆ คือ จาก 0% ต้องถึง 80% ได้ภายในไม่เกิน 20 นาที แถมอีก 40% ยังคาดหวังว่าการชาร์จหนึ่งครั้งต้องเดินทางได้มากกว่า 400 กิโลเมตรขึ้นไปโดยมองว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการชาร์จรถนอกบ้าน คือ เวลาในการชาร์จที่รวดเร็ว ความปลอดภัยส่วนบุคคล และจุดที่ตั้งหาง่ายเข้าถึงสะดวก

ที่มาข้อมูล : TNN WEALTH

ที่มารูปภาพ : CANVA

sticky-bar-top