MTS Gold ชี้ราคาทองผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แนะเป็นจังหวะช้อนซื้อ เคาะเป้าหมายปลายปี 5,500 ดอลลาร์ฯ

Share on Line Share on Facebook Share on X

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด (MTS Gold) ได้ประเมินสถานการณ์ราคาทองคำในปัจจุบัน โดยระบุว่าทิศทางของราคาทองคำได้ผ่านจุดต่ำสุด (Bottom) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงของการปรับฐาน (Base Building) ซึ่งมีแนวโน้มแกว่งตัวในทิศทางขาขึ้น (Sideway Up)

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาทองคำมีการรีบาวด์ขึ้นมาเคลื่อนไหวในระดับประมาณ 4,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยฐานของแนวรับระยะสั้นได้ขยับสูงขึ้นจาก 4,300 ดอลลาร์ฯ มาอยู่ที่ 4,450 ดอลลาร์ฯ ขณะที่แนวต้านด้านบนในระยะ 1-3 สัปดาห์นี้ จะประเมินไว้ที่ 4,780 - 4,800 ดอลลาร์ฯ

สรุปข่าว

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ จาก MTS Gold มองราคาทองคำผ่านจุดต่ำสุด (Bottom) ไปแล้ว ปัจจุบันอยู่ในช่วงพักฐานและสะสมกำลัง มีลักษณะแกว่งตัวออกข้าง (Sideway) ไม่ได้พุ่งขึ้นเป็นขาขึ้นในทันที ให้กลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้นตลาดยังมีความผันผวนสูง (สวิงวันละ 100 - 300 เหรียญฯ) แนะนำกลยุทธ์ "เข้าเร็ว-ออกเร็ว" เก็งกำไรในกรอบ 4,500 - 4,800 เหรียญฯ และควรลดการใช้ Leverage (มาร์จิ้น) ลงเพื่อควบคุมความเสี่ยง ส่วนระยะยาว มองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการทยอย "ช้อนซื้อสะสม" เมื่อราคาย่อตัว

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด (MTS Gold) ได้ประเมินสถานการณ์ราคาทองคำในปัจจุบัน โดยระบุว่าทิศทางของราคาทองคำได้ผ่านจุดต่ำสุด (Bottom) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงของการปรับฐาน (Base Building) ซึ่งมีแนวโน้มแกว่งตัวในทิศทางขาขึ้น (Sideway Up)

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาทองคำมีการรีบาวด์ขึ้นมาเคลื่อนไหวในระดับประมาณ 4,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยฐานของแนวรับระยะสั้นได้ขยับสูงขึ้นจาก 4,300 ดอลลาร์ฯ มาอยู่ที่ 4,450 ดอลลาร์ฯ ขณะที่แนวต้านด้านบนในระยะ 1-3 สัปดาห์นี้ จะประเมินไว้ที่ 4,780 - 4,800 ดอลลาร์ฯ

จับตาปัจจัยสงครามและทิศทางดอกเบี้ยเฟดสำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ "สถานการณ์สงคราม" และ "ราคาน้ำมัน" โดยแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่

  1. หากสงครามจบเร็ว สหรัฐฯ ยอมถอยหรือหยุดการรบ ราคาน้ำมันอาจค่อยๆ ปรับลดลงมาอยู่ระดับ 110 ดอลลาร์ฯ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก และทองคำจะกลับมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ได้เร็วขึ้น

  2. หากสงครามยืดเยื้อและรุนแรง หากสหรัฐฯ ลุยต่อ อาจดันราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 120 - 150 ดอลลาร์ฯ ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ หรืออาจถึงขั้นต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกแย่ลง และอาจเกิดแรงเทขายทองคำ (Sell off) ออกมาอีกรอบ โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากแนวรับสำคัญที่ 4,100 ดอลลาร์ฯ รับไม่อยู่ อาจเห็นราคาร่วงลงลึกไปถึง 3,800 ดอลลาร์ฯ ได้ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่ากรณีแรกที่สงครามจบเร็วน่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า

นพ.กฤชรัตน์ ได้ให้คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในระยะนี้ว่า

  • นักลงทุนระยะสั้น ตลาดยังมีความผันผวนสูง แกว่งตัววันละ 100 - 300 ดอลลาร์ฯ จึงแนะนำให้ "เข้าเร็วออกเร็ว" ทำกำไรในกรอบแคบ 4,500 - 4,800 ดอลลาร์ฯ และที่สำคัญคือต้องลดการใช้ Leverage ลงเพื่อควบคุมความเสี่ยง

  • นักลงทุนระยะยาว มองว่าช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดีในการหาจังหวะ "ช้อนซื้อสะสม" เป็นช่วงๆ

ทั้งนี้ เอ็มทีเอส โกลด์ ยังคงประเมินเป้าหมายราคาทองคำในช่วงปลายปีนี้ (ไตรมาสที่ 4) ไว้ที่ระดับ 5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยคาดว่าทองคำจะต้องใช้เวลาในการพักฐานและสะสมกำลังอีกประมาณ 4-5 เดือน จึงจะสามารถปรับตัวขึ้นไปถึงระดับดังกล่าวได้