ต่างชาติเทขายหุ้น-บอนด์ไทย กังวลเสี่ยงการคลัง "ประกิต" มองการขึ้น VAT-ภาษีหุ้น เกิดขึ้นยากในเวลานี้

Share on Line Share on Facebook Share on X

คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ WEALTH LIVE ประเมินสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยที่นักลงทุนต่างชาติเทขายอย่างต่อเนื่องว่า ค่อนข้างมีความน่ากังวล โดยในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา (พฤหัสบดี, ศุกร์, จันทร์) พบว่ากลุ่มหุ้นที่ปรับตัวลดลงเป็นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่หุ้น DELTA เท่านั้น

จับตาสัญญาณเตือนจากตลาดพันธบัตรและค่าเงินบาท

ปัจจัยหลักที่ทำให้ต่างชาติเทขายมาจากความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านการคลังภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนออกมาชัดเจนที่ตลาดพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ได้พุ่งขึ้นรวดเดียวจากระดับ 2.05% ไปอยู่ที่ 2.17% นอกจากนี้ ทิศทางของค่าเงินบาทก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือน โดยปกติตอนนี้เงินบาทควรจะต้องแข็งค่าขึ้นเนื่องจากดอลลาร์อินเด็กซ์ปรับตัวลดลง แต่ค่าเงินบาทกลับยังคงทรงตัวนิ่งอยู่บริเวณ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวยืนยันถึงแรงขายในตลาดพันธบัตร

สรุปข่าว

คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ ประเมินสถานการณ์ต่างชาติเทขายหนัก กดดันทั้งตลาดหุ้น (โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่) และตลาดพันธบัตรไทย สะท้อนผ่านบอนด์ยีลด์ 10 ปีที่พุ่งแตะ 2.17% ค่าเงินบาททรงตัวนิ่งที่ระดับ 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งที่ควรแข็งค่าขึ้นตามดอลลาร์อินเด็กซ์ ยืนยันถึงกระแสเงินทุนไหลออก กังวลความเสี่ยงด้านการคลัง เป็นต้นตอหลักที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายเพื่อลดความเสี่ยง มองการขึ้นแวต (VAT) - ภาษีหุ้น เกิดยาก หากปรับขึ้น VAT ในตอนนี้จะเสี่ยงเกิดภาวะของแพง (Supply Shock) ดันเงินเฟ้อพุ่ง และผลักภาระให้รัฐต้องกู้เงินมาเยียวยาเพิ่ม แนะให้ "ระวัง แต่ไม่ตื่นตระหนก" จับตาปัจจัยเสี่ยงภายนอกอย่างการค้าระหว่างประเทศ แต่หากเชื่อมั่นในทิศทางเศรษฐกิจภาพรวม ไม่จำเป็นต้องแห่เทขายตามกระแส

คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ WEALTH LIVE ประเมินสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยที่นักลงทุนต่างชาติเทขายอย่างต่อเนื่องว่า ค่อนข้างมีความน่ากังวล โดยในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา (พฤหัสบดี, ศุกร์, จันทร์) พบว่ากลุ่มหุ้นที่ปรับตัวลดลงเป็นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่หุ้น DELTA เท่านั้น

จับตาสัญญาณเตือนจากตลาดพันธบัตรและค่าเงินบาท

ปัจจัยหลักที่ทำให้ต่างชาติเทขายมาจากความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านการคลังภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนออกมาชัดเจนที่ตลาดพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ได้พุ่งขึ้นรวดเดียวจากระดับ 2.05% ไปอยู่ที่ 2.17% นอกจากนี้ ทิศทางของค่าเงินบาทก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือน โดยปกติตอนนี้เงินบาทควรจะต้องแข็งค่าขึ้นเนื่องจากดอลลาร์อินเด็กซ์ปรับตัวลดลง แต่ค่าเงินบาทกลับยังคงทรงตัวนิ่งอยู่บริเวณ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวยืนยันถึงแรงขายในตลาดพันธบัตร

นโยบายขึ้นVAT และภาษีหุ้นทำได้ยากในภาวะปัจจุบัน

สำหรับประเด็นความกังวลเรื่องการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีจากการขายหุ้น (Capital Gain Tax) นั้น คุณประกิต มองว่า หากมีการเก็บ VAT เพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในช่วงแรก โดยปริมาณการขายอาจลดลง และจะกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนในระยะต่อไป

ในภาพกว้าง การขึ้น VAT จะทำให้เกิดภาวะอุปทานหดตัว (Supply Shock) ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งเมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นและประชาชนได้รับความเดือดร้อน รัฐบาลก็จะต้องเข้ามาช่วยเหลือผ่านการกู้ยืมเงินในที่สุด ดังนั้น การตัดสินใจขึ้น VAT ในช่วงเวลานี้จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก โดยนโยบายนี้ควรจะทำตั้งแต่ช่วง 3 ปีที่แล้วซึ่งเป็นช่วงที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนประเด็นการจัดเก็บภาษีหุ้นหรือ Capital Gain Tax นั้น ก็ถือว่าเป็นไปได้ยากมากเช่นเดียวกัน เนื่องจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทุนและนักลงทุน

ด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ คุณประกิต แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง โดยยังคงมีปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่ต้องติดตาม เช่น เรื่องการเจรจาการค้า ซึ่งหากผลการเจรจาออกมาไม่ชัดเจนก็อาจเป็นความเสี่ยงต่อตลาดได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่มีกำไรอยู่แล้วและกำลังพิจารณาว่าจะขายหุ้นหรือไม่นั้น หากยังมีความเชื่อมั่นในการดำเนินนโยบายของ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่น่ากังวล และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตื่นตระหนกเทขายหุ้นตามกระแสแต่อย่างใด