"ทรัมป์" เชียร์ "ทาคาอิจิ" อวยพรขอให้ชนะเลือกตั้ง พร้อมนัดเจอ 19 มีนาคมนี้

Share on Line Share on Facebook Share on X
"ทรัมป์" เชียร์ "ทาคาอิจิ" อวยพรขอให้ชนะเลือกตั้ง พร้อมนัดเจอ 19 มีนาคมนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ทำลายธรรมเนียมทางการทูตอีกครั้ง ด้วยการประกาศให้การสนับสนุนอย่าง “เต็มที่และสมบูรณ์” แก่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น และกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลของเธอ ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมประกาศว่าทั้งสองฝ่ายมีกำหนดพบกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในวันที่ 19 มีนาคม

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ระบุว่าเขา “ประทับใจอย่างยิ่ง” ในตัวทาคาอิจิ ซึ่งเขาเคยพบระหว่างการเยือนญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคม 2025 พร้อมกล่าวว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะมี “ความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของญี่ปุ่น”

สรุปข่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์อวยพรซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ขอให้ชนะการเลือกตั้ง พร้อมเผยว่าได้นัดเจอเพื่อประชุมทวิภาคีในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ทำลายธรรมเนียมทางการทูตอีกครั้ง ด้วยการประกาศให้การสนับสนุนอย่าง “เต็มที่และสมบูรณ์” แก่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น และกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลของเธอ ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมประกาศว่าทั้งสองฝ่ายมีกำหนดพบกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในวันที่ 19 มีนาคม

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ระบุว่าเขา “ประทับใจอย่างยิ่ง” ในตัวทาคาอิจิ ซึ่งเขาเคยพบระหว่างการเยือนญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคม 2025 พร้อมกล่าวว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะมี “ความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของญี่ปุ่น”

ทรัมป์บอกว่า นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างสูงสำหรับผลงานที่เธอและพรรคร่วมรัฐบาลกำลังทำอยู่ ดังนั้น ในฐานะประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เขาจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะมอบการสนับสนุนอย่างสมบูรณ์และเต็มที่ให้แก่เธอ และอุดมการณ์ที่พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งได้รับความเคารพอย่างสูงของเธอเป็นตัวแทน”

นอกจากนี้ ทรัมป์เขียนพร้อมเน้นด้วยอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ว่า “เธอจะไม่ทำให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นผิดหวังอย่างแน่นอน!”

และในโพสต์เดียวกัน ทรัมป์กล่าวว่าทาคาอิจิ “ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ทรงพลัง และชาญฉลาด และเป็นผู้ที่รักประเทศชาติอย่างแท้จริง” พร้อมระบุว่าเขาตั้งตารอที่จะต้อนรับเธอสู่ทำเนียบขาว ซึ่งจะเป็นการเยือนครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี

การแสดงจุดยืนดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนผู้นำหรือพรรคการเมืองญี่ปุ่นอย่างเปิดเผยในช่วงการเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยแสดงการสนับสนุนผู้นำต่างชาติที่เขาชื่นชอบมาแล้วในอดีต รวมถึงนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ของฮังการี

แม้การสนับสนุนนี้จะสะท้อนถึงสายสัมพันธ์ที่ทาคาอิจิสร้างขึ้นกับทรัมป์ ซึ่งขึ้นชื่อในความคาดเดาได้ยาก แต่แรงหนุนดังกล่าวอาจไม่ใช่สิ่งที่เธอจำเป็นต้องพึ่งพา

ผลสำรวจความคิดเห็นของหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของทาคาอิจิ และพรรคพันธมิตรอย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะคว้าชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร โดยผลสำรวจสองครั้งก่อนหน้านี้ยังชี้ว่าพรรค LDP อาจได้เสียงข้างมากเด็ดขาดเพียงพรรคเดียวด้วยซ้ำ

ชัยชนะอย่างขาดลอยจะช่วยตอกย้ำอำนาจของทาคาอิจิในระยะยาว และเพิ่มอำนาจต่อรองของเธอในการพบกับทรัมป์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยืนยันในวันนี้ (6 ก.พ.) ว่า ทรัมป์ได้เชิญทาคาอิจิเข้าพบในวันที่ 19 มีนาคม โดยระบุว่าการหารือจะครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน พร้อมบอกว่า “ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ผันผวน รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งใจเตรียมการอย่างรอบคอบเพื่อให้การเยือนครั้งนี้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในการยืนยันความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอันแน่นแฟ้นระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ และประธานาธิบดีทรัมป์ ตลอดจนการยกระดับความร่วมมือในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการทูต เศรษฐกิจ และความมั่นคง เพื่อเปิดบทใหม่ของพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ” ซาโตะกล่าว

ก่อนหน้านี้ในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ในญี่ปุ่น ทาคาอิจิให้คำมั่นว่าจะผลักดัน “ยุคทองบทใหม่” ของพันธมิตรสองประเทศ โดยเจ้าหน้าที่พรรค LDP รายหนึ่งระบุว่าการหารือครั้งนั้น “แทบจะสมบูรณ์แบบ”

แม้การหารือดังกล่าวจะช่วยซื้อเวลาให้รัฐบาลญี่ปุ่น แต่คาดว่าทรัมป์จะมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นในการพบกันครั้งหน้า โดยเฉพาะในประเด็นการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม และการเดินหน้าข้อตกลงการลงทุนมูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐของญี่ปุ่น หรือมากกว่า 17.4 ล้านล้านบาท

ที่มาข้อมูล : The Japan Times

ที่มารูปภาพ : AFP

sticky-bar-top