สติกเกอร์จิ๋วบนผลไม้ จำเป็นแค่ไหน? ผู้บริโภคชี้กวนใจแถมทำลายสิ่งแวดล้อม

Share on Line Share on Facebook Share on X
สติกเกอร์จิ๋วบนผลไม้ จำเป็นแค่ไหน? ผู้บริโภคชี้กวนใจแถมทำลายสิ่งแวดล้อม

แม้ว่าสติกเกอร์ที่ติดอยู่บนผลไม้จะมีขนาดเล็ก แต่บางครั้งก็สร้างความรำคาญและก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ ข้อมูลจากประเทศออสเตรเลียระบุว่า แต่ละปีมีสติกเกอร์พลาสติกบนผักและผลไม้ถูกลอกออกมากถึง 5.62 พันล้านชิ้น คิดเป็นน้ำหนักถึง 110 ตัน และสุดท้ายมักลงเอยที่หลุมฝังกลบขยะ หรือบางครั้งอาจติดไปกับเปลือกผลไม้ที่ถูกปอกออกและปนเปื้อนเมื่อถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก เศษพลาสติกอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและสัตว์ได้ ขณะเดียวกันผู้บริโภคจำนวนมากมองว่าสติกเกอร์พลาสติกเหล่านี้น่ารำคาญและไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย 


ทำไมบนผักผลไม้ถึงมีสติกเกอร์?

โดยปกติแล้วข้อมูลในสติกเกอร์บนผักและผลไม้จะมีรหัส PUL ซึ่งเป็นตัวเลข 4-5 หลัก ที่ระบบโมเดินเทรดทั่วโลกยอมรับ ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงข้อมูลของสายพันธุ์ แหล่งที่มา และวิธีการปลูก นอกจากนี้ยังสามารถบอกได้ว่าผักผลไม้เหล่านั้นมีการดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่ ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจในการเลือกซื้อได้ตรงตามต้องการ และยังช่วยจัดหมวดหมู่สินค้าสำหรับร้านค้าอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้มีข้อกำหนดหรือข้อบังคับให้ผู้ผลิตจะต้องติดสติกเกอร์แสดงข้อมูลเหล่านี้ไว้บนผักและผลไม้

สรุปข่าว

ใครจะคิดว่าสติกเกอร์จิ๋วที่ติดอยู่บนผลไม้อาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าที่คิด เพราะแต่ละปีมีขยะจากสติกเกอร์จิ๋วที่ว่านี้มากกว่า 5 พันล้านชิ้น แม้ว่าจะช่วยบอกแหล่งที่มาของผลไม้ชนิดนั้นๆ แต่ขณะเดียวกันได้ก่อให้เกิดขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นกว่า 110 ตันต่อปี ที่ผ่านมามีหลายประเทศเริ่มแบนสติกเกอร์พลาสติกเหล่านี้เพราะมองว่าไม่มีความจำเป็น แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ไร้ประโยชน์เสมอไป สำหรับผลไม้บางชนิดอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยชี้วัดระดับความสุกของผลไม้ได้

แม้ว่าสติกเกอร์ที่ติดอยู่บนผลไม้จะมีขนาดเล็ก แต่บางครั้งก็สร้างความรำคาญและก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ ข้อมูลจากประเทศออสเตรเลียระบุว่า แต่ละปีมีสติกเกอร์พลาสติกบนผักและผลไม้ถูกลอกออกมากถึง 5.62 พันล้านชิ้น คิดเป็นน้ำหนักถึง 110 ตัน และสุดท้ายมักลงเอยที่หลุมฝังกลบขยะ หรือบางครั้งอาจติดไปกับเปลือกผลไม้ที่ถูกปอกออกและปนเปื้อนเมื่อถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก เศษพลาสติกอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและสัตว์ได้ ขณะเดียวกันผู้บริโภคจำนวนมากมองว่าสติกเกอร์พลาสติกเหล่านี้น่ารำคาญและไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย 


ทำไมบนผักผลไม้ถึงมีสติกเกอร์?

โดยปกติแล้วข้อมูลในสติกเกอร์บนผักและผลไม้จะมีรหัส PUL ซึ่งเป็นตัวเลข 4-5 หลัก ที่ระบบโมเดินเทรดทั่วโลกยอมรับ ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงข้อมูลของสายพันธุ์ แหล่งที่มา และวิธีการปลูก นอกจากนี้ยังสามารถบอกได้ว่าผักผลไม้เหล่านั้นมีการดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่ ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจในการเลือกซื้อได้ตรงตามต้องการ และยังช่วยจัดหมวดหมู่สินค้าสำหรับร้านค้าอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้มีข้อกำหนดหรือข้อบังคับให้ผู้ผลิตจะต้องติดสติกเกอร์แสดงข้อมูลเหล่านี้ไว้บนผักและผลไม้

“สติกเกอร์บนผลไม้” นวัตกรรมยืดอายุ

ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาขยะพลาสติกเท่านั้นที่น่าเป็นห่วง แต่ขยะอาหารก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่แพ้กัน หากสังเกตให้ดีอาจพบว่าสติกเกอร์จิ๋วบนผักผลไม้อาจเป็นนวัตกรรมที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลผลิตได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น โดยหลายประเทศมีการคิดค้นและออกแบบสติกเกอร์ให้ช่วยบอกระดับความสุกของผักผลไม้ รวมถึงสติกเกอร์บางประเภทยังมีส่วนประกอบของสารต้านจุลชีพป้องกันเชื้อโรค ทำให้กระบวนการสุกช้าลง ช่วยคงความสดและยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น

ออสเตรเลียแบนสติกเกอร์บนผลไม้

หลายรัฐในออสเตรเลียมีการพิจารณาแบนการติดสติกเกอร์บนผักผลไม้ เพื่อลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเพิ่มทางเลือกทดแทน เช่นการใช้สติกเกอร์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ หรือการยิงเลเซอร์บนเปลือกผลไม้ ซึ่งเดิมทีรัฐเซาท์ออสเตรเลียมีกำหนดจะแบนสติกเกอร์ตั้งแต่เดือนกันยายน แต่ต้องเลื่อนการบังคับใช้ออกไป เช่นเดียวกับนิวซีแลนด์ที่เลื่อนการบังคับใช้ไปถึงปี 2028 เช่นกัน เนื่องจากเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมเรียกร้องขอเวลาปรับตัว เพราะสติกเกอร์ยังมีความสำคัญในการจัดการสินค้าและเพื่อควบคุมด้านคุณภาพ ซึ่งอาจกระทบต่อค่าใช้จ่ายและการขนส่งได้

ที่มาข้อมูล : The Guardian

ที่มารูปภาพ : Envato

sticky-bar-top