“ศรีลังกา” เหยื่อโลกร้อน พายุเพียงลูกเดียว ทำลายผืนนา 3 ล้านไร่

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ศรีลังกา” เหยื่อโลกร้อน พายุเพียงลูกเดียว ทำลายผืนนา 3 ล้านไร่

พายุไซโคลนที่ทวีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นเป็นหนึ่งในสัญญาณชัดเจนของวิกฤตสภาพอากาศโลก สำหรับ “ศรีลังกา” เป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อพายุไซโคลนดิตวาห์พัดถล่มพื้นที่สำคัญด้านเกษตรกรรม สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อระบบอาหาร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และชีวิตของประชาชนจำนวนมาก

พายุไซโคลนดิตวาห์ได้สร้างความเสียหายแก่พื้นที่เพาะปลูกกว่า 3.34 ล้านไร่ ทั่วประเทศ โดยมีมากกว่า 750,000 ไร่ ที่ถูกชะล้างหรือฝังกลบด้วยโคลนและทรายอย่างสิ้นเชิง พื้นที่เหล่านี้เป็นแหล่งผลิตข้าว ผัก และข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชอาหารหลักของประเทศ และเป็นฐานรายได้ของครัวเรือนเกษตรกรเกือบ 1.8 ล้านครอบครัว


สรุปข่าว

พายุไซโคลนดิตวาห์ที่ถล่ม “ศรีลังกา” สะท้อนผลกระทบรุนแรงของวิกฤตสภาพอากาศต่อภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร โดยสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกหลายล้านไร่และกระทบครัวเรือนเกษตรกรจำนวนมาก โดยภัยพิบัติที่ทวีความถี่และรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซ้ำเติมปัญหาหนี้สิน ความยากจน และการอพยพของประชาชน เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความจำเป็นในการพัฒนาระบบเกษตรและการรับมือภัยพิบัติที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศในระยะยาว

พายุไซโคลนที่ทวีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นเป็นหนึ่งในสัญญาณชัดเจนของวิกฤตสภาพอากาศโลก สำหรับ “ศรีลังกา” เป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อพายุไซโคลนดิตวาห์พัดถล่มพื้นที่สำคัญด้านเกษตรกรรม สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อระบบอาหาร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และชีวิตของประชาชนจำนวนมาก

พายุไซโคลนดิตวาห์ได้สร้างความเสียหายแก่พื้นที่เพาะปลูกกว่า 3.34 ล้านไร่ ทั่วประเทศ โดยมีมากกว่า 750,000 ไร่ ที่ถูกชะล้างหรือฝังกลบด้วยโคลนและทรายอย่างสิ้นเชิง พื้นที่เหล่านี้เป็นแหล่งผลิตข้าว ผัก และข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชอาหารหลักของประเทศ และเป็นฐานรายได้ของครัวเรือนเกษตรกรเกือบ 1.8 ล้านครอบครัว


ผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร แต่ยังลุกลามไปสู่ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร หนี้สินครัวเรือน และการอพยพของประชาชน พายุครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 600 ราย และทำให้ประชาชนมากกว่า 70,000 คนต้องเข้าพักในศูนย์อพยพ ส่งผลให้ระบบสังคมและเศรษฐกิจท้องถิ่นเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก

แม้รัฐบาลจะประกาศมาตรการชดเชยความเสียหายให้กับพื้นที่เพาะปลูกที่ถูกทำลายทั้งหมด แต่การเข้าถึงความช่วยเหลือยังล่าช้า และเงินเยียวยาอาจไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศยังเผชิญผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญความเสี่ยงซ้ำซ้อน


เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคเกษตรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น ทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม และพายุ ความสูญเสียของที่ดินทำกินและทรัพย์สินอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ครัวเรือนจำนวนมากติดอยู่ในวงจรความยากจนและความไม่มั่นคง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ระบบรับมือภัยพิบัติและการประกันความเสี่ยงยังไม่เข้มแข็ง

องค์การสหประชาชาติเตือนว่า เมื่อชุมชนสูญเสียทรัพย์สินจากภัยธรรมชาติควบคู่กับปัญหาเศรษฐกิจ การฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างยากลำบาก หากไม่มีมาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรงขึ้น

กรณีพายุไซโคลนดิตวาห์ในศรีลังกาเป็นตัวอย่างชัดเจนของผลกระทบจากวิกฤตสภาพอากาศที่กระทบในระดับโครงสร้าง ไม่เพียงทำลายพื้นที่เกษตรหลายล้านไร่ แต่ยังบั่นทอนความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และสังคม การรับมือในอนาคตจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามการเยียวยาระยะสั้น ไปสู่การพัฒนาระบบเกษตรที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ การบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน และความร่วมมือในระดับนโยบาย เพื่อปกป้องชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในยุควิกฤตภูมิอากาศ

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters

sticky-bar-top