มหาสมุทรกักความร้อน 90% โลกร้อนแบบฉุดไม่อยู่ ทศวรรษนี้ร้อนสุดในประวัติศาสตร์

Share on Line Share on Facebook Share on X
มหาสมุทรกักความร้อน 90%  โลกร้อนแบบฉุดไม่อยู่ ทศวรรษนี้ร้อนสุดในประวัติศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศเตือน โลกกำลังเข้าสู่ช่วงอุณหภูมิอันตรายอย่างเต็มรูปแบบ หลังข้อมูลล่าสุดยืนยันว่า โลกอุ่นขึ้นแล้วราว 1.4 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงสัญญาณเตือนของอนาคต แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ขณะที่เวลาในการแก้ไขปัญหากำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางทั้งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นและโอกาสในการเปลี่ยนผ่านที่ยังเปิดอยู่

 

รายงานการประเมินล่าสุดจาก Copernicus Climate Change Service และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2026 ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นแล้วประมาณ 1.4 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนอุตสาหกรรม ส่งผลให้โลกไม่ได้ “กำลังเข้าใกล้” ภาวะโลกร้อนอันตรายอีกต่อไป แต่ได้ก้าวเข้าสู่จุดนั้นแล้วอย่างชัดเจน ข้อมูลแสดงให้เห็นแนวโน้มอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยผลกระทบปรากฏในทุกระบบของโลก ตั้งแต่พื้นดิน มหาสมุทร ไปจนถึงพื้นที่ขั้วโลก

 

โคเปอร์นิคัสรายงานว่า ปี 2025 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ ในประวัติศาสตร์ รองจากปี 2024 และ 2023 และที่สำคัญยิ่งกว่า คือ ช่วง 11 ปีที่ผ่านมา (2015–2025) เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ตอกย้ำว่าโลกไม่ได้เผชิญกับความร้อนชั่วคราว แต่เป็นแนวโน้มที่รุนแรงและเร่งตัวขึ้น


สรุปข่าว

โลกอุ่นขึ้นแล้วราว 1.4 องศาเซลเซียส จากยุคก่อนอุตสาหกรรม ใกล้แตะเพดานอันตราย 1.5 องศา ตามรายงานของ Copernicus และ WMO โดยทศวรรษล่าสุดเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยพิบัติ และการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกอย่างรุนแรง นักวิทยาศาสตร์ย้ำต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมขยายพลังงานสะอาด ก่อนหน้าต่างโอกาสในการแก้ปัญหาจะปิดลง

นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศเตือน โลกกำลังเข้าสู่ช่วงอุณหภูมิอันตรายอย่างเต็มรูปแบบ หลังข้อมูลล่าสุดยืนยันว่า โลกอุ่นขึ้นแล้วราว 1.4 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงสัญญาณเตือนของอนาคต แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ขณะที่เวลาในการแก้ไขปัญหากำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางทั้งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นและโอกาสในการเปลี่ยนผ่านที่ยังเปิดอยู่

 

รายงานการประเมินล่าสุดจาก Copernicus Climate Change Service และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2026 ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นแล้วประมาณ 1.4 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนอุตสาหกรรม ส่งผลให้โลกไม่ได้ “กำลังเข้าใกล้” ภาวะโลกร้อนอันตรายอีกต่อไป แต่ได้ก้าวเข้าสู่จุดนั้นแล้วอย่างชัดเจน ข้อมูลแสดงให้เห็นแนวโน้มอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยผลกระทบปรากฏในทุกระบบของโลก ตั้งแต่พื้นดิน มหาสมุทร ไปจนถึงพื้นที่ขั้วโลก

 

โคเปอร์นิคัสรายงานว่า ปี 2025 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ ในประวัติศาสตร์ รองจากปี 2024 และ 2023 และที่สำคัญยิ่งกว่า คือ ช่วง 11 ปีที่ผ่านมา (2015–2025) เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ตอกย้ำว่าโลกไม่ได้เผชิญกับความร้อนชั่วคราว แต่เป็นแนวโน้มที่รุนแรงและเร่งตัวขึ้น


การประเมินระยะยาวชี้ว่า ระดับโลกร้อนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.4 องศาเซลเซียสเหนือค่าเฉลี่ยปี 1850–1900 และหากอัตราการเพิ่มขึ้นยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ โลกอาจแตะขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีสภายในสิ้นทศวรรษนี้ เร็วกว่าที่คาดไว้เมื่อข้อตกลงถูกลงนามในปี 2015 กว่าทศวรรษ

 

ด้าน WMO ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2025 อยู่ที่ 1.44 องศาเซลเซียสเหนือยุคก่อนอุตสาหกรรม และค่าเฉลี่ยในช่วง ปี 2023–2025 อยู่ที่ 1.48 องศาเซลเซียส ซึ่งใกล้ขีดจำกัด 1.5 องศามากที่สุดเท่าที่เคยวัดได้ในช่วงหลายปีติดต่อกัน

 

นักวิทยาศาสตร์ชี้ตรงกันว่า สาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนคือการสะสมของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ แม้ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างเอลนีโญและลานีญายังมีผลต่ออุณหภูมิรายปี แต่ปัจจุบันปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบน “ฐานอุณหภูมิ” ที่สูงขึ้นมากแล้ว โดยปี 2025 อยู่ภายใต้สภาวะลานีญาอ่อนหรือเป็นกลาง ซึ่งโดยปกติจะช่วยลดความร้อน แต่โลกยังคงร้อนติดอันดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์


มหาสมุทรยังคงรับภาระความร้อนเป็นหลัก โดย ประมาณ 90% ของความร้อนส่วนเกินจากโลกร้อนถูกดูดซับไว้ในทะเล WMO ระบุว่า ระหว่างปี 2024–2025 ความร้อนในมหาสมุทรชั้นบนลึก 2,000 เมตร เพิ่มขึ้นราว 23 เซตตาจูล เทียบเท่าพลังงานไฟฟ้าที่โลกผลิตได้ทั้งปีมากกว่า 200 เท่า ส่งผลต่อระดับน้ำทะเล ระบบนิเวศทางทะเล และสภาพอากาศสุดขั้ว

 

ขณะเดียวกัน พื้นที่ขั้วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เดือนกุมภาพันธ์ 2025 มีปริมาณน้ำแข็งทะเลอาร์กติกและแอนตาร์กติกรวมกันต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกด้วยดาวเทียมในปลายทศวรรษ 1970 โดยอาร์กติกเผชิญน้ำแข็งต่ำเป็นประวัติการณ์หลายเดือน และแอนตาร์กติกามีอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ผลกระทบยังปรากฏชัดบนพื้นดิน โดยในปี 2025 พื้นที่ครึ่งหนึ่งของโลกเผชิญวันอากาศร้อนจัดมากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งหมายถึงอุณหภูมิที่รู้สึกได้ตั้งแต่ 32 องศาเซลเซียสขึ้นไป พร้อมกับไฟป่าครั้งใหญ่ คลื่นความร้อน น้ำท่วม พายุ และภัยแล้งในหลายภูมิภาค

 

อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่า ความหวังยังคงมีอยู่ เมื่อการขยายกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และลมทำสถิติสูงสุดใหม่ ต้นทุนพลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้าลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์ นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า ภารกิจเร่งด่วนคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปกป้องและฟื้นฟูธรรมชาติ และเร่งขยายทางออกที่มีอยู่ให้เร็วที่สุด

ที่มาข้อมูล : wwf.panda.org

ที่มารูปภาพ : NOAA

sticky-bar-top