เคล็ดลับดูแลสุขภาพใจ รับปีใหม่ 2569 เมื่อใจแข็งแรง ก็มีพลังในการก้าวข้ามทุกอุปสรรค

Share on Line Share on Facebook Share on X
เคล็ดลับดูแลสุขภาพใจ รับปีใหม่ 2569 เมื่อใจแข็งแรง ก็มีพลังในการก้าวข้ามทุกอุปสรรค

ขอต้อนรับทุกคนสู่ปีใหม่ 2569 อย่างเป็นทางการ ช่วงเดือนแรกของปีใหม่แบบนี้ คงเป็นช่วงเวลาอันเหมาะสมที่จะริเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ ด้วยการตั้งเป้าหมายและความคาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเรื่องการใช้ชีวิต การเก็บออมเงิน เรื่องหน้าที่การงานและการเติบโต รวมถึงเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกายที่หลายคนมักชอบตั้งเป้าหมายในช่วงต้นปีกัน แต่มีอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือเรื่องของ “สุขภาพใจ” ที่เป็นรากฐานของการบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ในชีวิต กล่าวได้ว่าถ้าสุขภาพจิตดี ก็คงไม่มีเรื่องไหนใหญ่เกินจะทำให้สำเร็จได้


เพราะสุขภาพใจ คือ พื้นฐานของการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เพราะเมื่อใจเราแข็งแรง เราจะมีพลังในการก้าวข้ามทุกอุปสรรค สามารถรับมือกับความเครียดหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้ รวมถึงสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ในชีวิตได้อย่างเหมาะสม  มองเห็นคุณค่าในตนเอง และสามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้


วันนี้ขอชวนทุกคนมาวางแผนร่วมกันในปีนี้ กับวิธีดูแลสุขภาพใจให้มีความสุขเพิ่มขึ้น และความทุกข์ลดลง 


วิธีเพิ่มความสุข 

ความสุขเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ความสุขเป็นการวัดความอยู่ดีทางอารมณ์ (Emotion  well-being)  โดยมีการรวมเอามิติทางสุขภาพกาย (Physical  health)  และสุขภาพจิต  (Mental  health) มาพิจารณา  และความสุขไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์พิเศษไม่กี่ครั้งในชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์เล็ก ๆ ที่สะสมอย่างสม่ำเสมอร่วมด้วย ความสุขที่เกิดบ่อย แม้จะมีระดับไม่สูงมาก จะส่งผลต่อสุขภาพใจในระยะยาวมากกว่าความสุขขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง ซึ่ง‘วิธีเพิ่มความสุข’ที่เราสามารถเริ่มต้นทำด้วยตัวเองได้ มีดังนี้

 1.    การมีช่วงเวลาดี ๆ ให้กับตัวเองในแต่ละวัน เช่น การให้เวลากับสิ่งที่ชอบ การได้เล่นกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด หรือกินอาหารที่อยากกิน สิ่งเหล่านี้ช่วยให้สมองรับรู้ว่า ชีวิตยังมีพื้นที่ของความสบายใจอยู่

 2.    การหากิจกรรมที่ทำให้ตนเองรู้สึกมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้ง เช่น งานที่ท้าทาย งานสร้างสรรค์ หรือกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ

 3.    การฝึกความรู้สึกขอบคุณ (gratitude) อย่างมีอารมณ์ร่วม ไม่ใช่เพียงการบอกตัวเองว่า “ควรขอบคุณ” แต่เป็นการหยุดเพื่อรับรู้และซาบซึ้งกับสิ่งนั้นจริง ๆ เช่น การขอบคุณตัวเองที่ยังพยายาม แม้ในวันที่เหนื่อยล้า การฝึกเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างคุณค่าในตนเอง และลดการเปรียบเทียบกับผู้อื่น


สรุปข่าว

ความทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่เป็นสัญญาณที่บอกว่า บางสิ่งบางอย่างมีความหมายกับเรา หรือเรากำลังให้คุณค่ากับอะไร การดูแลสุขภาพใจที่ดีจึงไม่ใช่การพยายามไม่รู้สึกอะไร แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ

ขอต้อนรับทุกคนสู่ปีใหม่ 2569 อย่างเป็นทางการ ช่วงเดือนแรกของปีใหม่แบบนี้ คงเป็นช่วงเวลาอันเหมาะสมที่จะริเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ ด้วยการตั้งเป้าหมายและความคาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเรื่องการใช้ชีวิต การเก็บออมเงิน เรื่องหน้าที่การงานและการเติบโต รวมถึงเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกายที่หลายคนมักชอบตั้งเป้าหมายในช่วงต้นปีกัน แต่มีอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือเรื่องของ “สุขภาพใจ” ที่เป็นรากฐานของการบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ในชีวิต กล่าวได้ว่าถ้าสุขภาพจิตดี ก็คงไม่มีเรื่องไหนใหญ่เกินจะทำให้สำเร็จได้


เพราะสุขภาพใจ คือ พื้นฐานของการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เพราะเมื่อใจเราแข็งแรง เราจะมีพลังในการก้าวข้ามทุกอุปสรรค สามารถรับมือกับความเครียดหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้ รวมถึงสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ในชีวิตได้อย่างเหมาะสม  มองเห็นคุณค่าในตนเอง และสามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้


วันนี้ขอชวนทุกคนมาวางแผนร่วมกันในปีนี้ กับวิธีดูแลสุขภาพใจให้มีความสุขเพิ่มขึ้น และความทุกข์ลดลง 


วิธีเพิ่มความสุข 

ความสุขเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ความสุขเป็นการวัดความอยู่ดีทางอารมณ์ (Emotion  well-being)  โดยมีการรวมเอามิติทางสุขภาพกาย (Physical  health)  และสุขภาพจิต  (Mental  health) มาพิจารณา  และความสุขไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์พิเศษไม่กี่ครั้งในชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์เล็ก ๆ ที่สะสมอย่างสม่ำเสมอร่วมด้วย ความสุขที่เกิดบ่อย แม้จะมีระดับไม่สูงมาก จะส่งผลต่อสุขภาพใจในระยะยาวมากกว่าความสุขขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง ซึ่ง‘วิธีเพิ่มความสุข’ที่เราสามารถเริ่มต้นทำด้วยตัวเองได้ มีดังนี้

 1.    การมีช่วงเวลาดี ๆ ให้กับตัวเองในแต่ละวัน เช่น การให้เวลากับสิ่งที่ชอบ การได้เล่นกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด หรือกินอาหารที่อยากกิน สิ่งเหล่านี้ช่วยให้สมองรับรู้ว่า ชีวิตยังมีพื้นที่ของความสบายใจอยู่

 2.    การหากิจกรรมที่ทำให้ตนเองรู้สึกมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้ง เช่น งานที่ท้าทาย งานสร้างสรรค์ หรือกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ

 3.    การฝึกความรู้สึกขอบคุณ (gratitude) อย่างมีอารมณ์ร่วม ไม่ใช่เพียงการบอกตัวเองว่า “ควรขอบคุณ” แต่เป็นการหยุดเพื่อรับรู้และซาบซึ้งกับสิ่งนั้นจริง ๆ เช่น การขอบคุณตัวเองที่ยังพยายาม แม้ในวันที่เหนื่อยล้า การฝึกเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างคุณค่าในตนเอง และลดการเปรียบเทียบกับผู้อื่น


วิธีลดความทุกข์      

ความทุกข์ หรืออารมณ์ความรู้สึกทางลบ (Psychological Distress) เป็นประสบการณ์สากลของมนุษย์ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดหรือบริบทใดของชีวิต จิตวิทยาไม่ได้มุ่งหมายให้มนุษย์ปราศจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง ความทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่เป็นสัญญาณที่บอกว่า บางสิ่งบางอย่างมีความหมายกับเรา หรือเรากำลังให้คุณค่ากับอะไร การดูแลสุขภาพใจที่ดีจึงไม่ใช่การพยายามไม่รู้สึกอะไร แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ

 1.    เริ่มจากการรับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น เคารพความรู้สึกนั้นโดยไม่ตัดสิน และเลือกตอบสนองกับตัวเองอย่างอ่อนโยน แทนการตำหนิหรือเร่งให้ตัวเองต้องเข้มแข็งเร็วเกินไป

 2.    การตั้งขอบเขตทางใจ (emotional boundaries) ก็เป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต การไม่รับทุกคำวิจารณ์มาเป็นภาระ หรือการเลือกใส่ใจกับเฉพาะความคิดเห็นที่สร้างการเติบโต วิธีการนี้ไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ แต่คือการปกป้องใจของตนเองอย่างมีสติ

 3.    การตั้งคำถามกับความคิดนั้นอย่างมีเหตุผล (Cognitive Restructuring) เพราะบางครั้ง ความทุกข์ทางใจไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์โดยตรง แต่เกิดจากการตีความเหตุการณ์ (Cognitive Appraisal) ของบุคคล (ทฤษฎีการรู้คิด : Cognitive Theory) 


ตั้งเป้าหมายอย่างไรให้สามารถทำได้โดยไม่ท้อ?


หลายครั้งที่ความตั้งใจดีในช่วงต้นปี กลับกลายเป็นแรงกดดันในเวลาต่อมา เพราะเป้าหมายที่ตั้งไว้เข้มงวดหรือผูกคุณค่าไว้กับผลลัพธ์มากเกินไป การตั้งเป้าหมายจึงควรเริ่มจากความเข้าใจตนเอง ไม่ใช่ความคาดหวังจากภายนอก แทนที่จะโฟกัสเพียงเป้าหมายปลายทาง อาจจะลองปรับความคิดเล็กน้อย เปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับกระบวนการ (process) ที่ช่วยให้เราไปถึงจุดนั้นร่วมด้วย 


การกำหนดเป้าหมายลักษณะ SMART หรือ Smart goal เป็นเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม ต้องกำหนดให้เป็นขั้นตอน เป้าหมายนั้นอาจเป็นระยะสั้น หรือเป้าหมายระยะยาวก็ได้ แต่เป้าหมายที่ดีประกอบด้วย

S: Specific หมายถึง มีความเฉพาะเจาะจง มีความชัดเจน

M: Measurable หมายถึง สามารถวัดและประเมินผลได้

A: Achievable หมายถึง สามารถทำได้จริง 

R: Relevant หมายถึง การมีความสอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ของตนเอง

T: Time bound หมายถึง ต้องมีกรอบระยะเวลาที่แน่นอนและชัดเจน และไม่ยาวเกินไป


สิ่งสำคัญคือต้องไม่ลืมการตั้งเป้าหมายที่มีความเมตตาต่อตัวเอง (self-compassionate goals) โดยการถามตัวเองว่า หากวันหนึ่งทำไม่ได้ตามแผน เราจะพูดกับตัวเองอย่างไร อย่างน้อยควรอนุญาตให้สามารถผิดพลาดได้ โดยไม่ลดคุณค่าในตนเอง 


หากสนใจปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิก ติดต่อได้ที่

Me Center คริสตัล ดีไซน์ เซนเตอร์ (CDC) ชั้น 2 

โทร 085-355-2255

Me Center ศูนย์สมองและสุขภาพจิต ชั้น 8 โรงพยาบาลอินทรารัตน์ 

โทร 02-481-5555 ต่อ 8300

Me Center สาขาอโศก ชั้น 20 อาคาร 253 อโศก

Line Official: @mecenter (https://lin.ee/mCheDsu)


sticky-bar-top