
สรุปข่าว
วันนี้( 8 ก.ค.64) ดัชนี SET ปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 1,543.67 จุด ปรับลงแรง 32.93 จุด หรือปรับลง 2.09% และมีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 110,954.66 ล้านบาท ระหว่างวันดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,567.33 จุด และต่ำสุดที่ 1,577.63 จุด โดยดัชนีหุ้นไทยเผชิญแรงขายต่อเนื่องตลอดทั้งวัน จากความกังวลการยกระดับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในการประชุมศบค. ในวันพรุ่งนี้
โดยนายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วง 1-2 วันนี้ (7-8 ก.ค.) ปรับตัวลงกว่า 40 จุด จากปัจจัยกดดันจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศที่เร่งตัวขึ้นจากระดับ 5,000 รายต่อวัน มาทำจุดสูงสุดใหม่ทะลุ 7,000 รายต่อวัน และมีความเสี่ยงจะปรับขึ้นแตะ 8,000 รายต่อวัน น
นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลความเสี่ยงล็อกดาวน์ประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ที่เดิมคาดว่าจะฟื้นตัวในไตรมาส 3 ปี 2564 มีความเสี่ยงปรับตัวลง ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีที่แนวรับ 1,540 จุด และแนวต้าน 1,585 จุด จากความคาดหวังดัชนีหุ้นจะดีดกลับ (Rebound) ภายหลังปรับตัวลงสะท้อนข่าวล็อกดาวน์ประเทศ
ด้านนางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ดัชนีปรับลดลงรุนแรงตั้งแต่เปิดตลาดในช่วงเช้า ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในระหว่างการซื้อขาย แต่ยังเคลื่อนไหวในแดนลบต่อเนื่อง จนในช่วงท้ายก่อนปิดตลาด พบว่าดัชนีปรับลดลงลึกกง่า 32 จุด สาเหตุหลักๆ มาจากตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) รวมถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอัตราสูงขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลอาจประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ประเทศอีกครั้ง เหมือนช่วงเดือนเมษายน 2563 เพื่อจำกัดการเดินทางที่เข้มงวดขึ้น และเพื่อควบคุมการระบาด ซึ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่มีปัญหาอยู่แล้วให้รุนแรงมากขึ้นอีก จึงเห็นแรงเทขายเพื่อปรับน้ำหนักพอร์ต และลดความเสี่ยงในการลงทุนออกมา รวมถึงมีปัจจัยต่างประเทศกดดันเพิ่มด้วย คือ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลง 2วั นติดต่อกัน ส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นที่มีขนาดใหญ่ในตลาดรวมด้วย
สำหรับ 5 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายสูงสุดสุดประจำวันนี้ ได้แก่
1. KBANK : 4,949.51 ล้านบาท ราคา -5.50 บาท (-4.70%)
2. PTT : 4,819.55 ล้านบาท ราคา -1.50 บาท (-3.87%)
3. PTTEP : 3,194.41 ล้านบาท ราคา -4.00 บาท (-3.38%)
4. BDMS : 2,871.22 ล้านบาท ราคา +0.50 บาท (+2.13%)
5. BANPU : 2,687.31 ล้านบาท ราคา -0.40 บาท (-2.99%)
ติดตามข้อมูลการลงทุน คลิก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
- “หุ้นไทย” หมดแรง GDP-EPS โดนหั่นเรียบ “ภาษีสหรัฐฯ” ตัดสิน ไปต่อหรือรอ “1,000 จุด”
- หุ้นไทยไร้เสน่ห์ เพราะอะไร "หลบภัยตัวไหนดี"
- นาทีทองช้อนหุ้นไทย! ตัวไหนน่าลงทุนระยะสั้น-ยาว เช็กที่นี่ !
- ไตรมาส1 กำไร บจ. แกร่ง! SET ลุ้นโต 4% กนง.อาจไม่ลดดอกเบี้ย แนะหุ้นเด่น GULF ADVANC MTC
- หุ้นไทยเผชิญปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ตัวไหนน่าเก็งกำไร เช็กที่นี่ !
- 5 อันดับ “หุ้นไทย” ผลตอบแทน “สูงสุด-ต่ำสุด” ตั้งแต่ “ทรัมป์” ประกาศ "ภาษีสหรัฐฯ"
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand